ไอรัก

Tuesday, March 29, 2005

Chapter 1

ในบรรดาคนที่เดินผ่านไปมา แต่ละคนมีจุดหมายที่แตกต่างกัน แต่…ทุกคนเดินไปในเส้นทางและวงโคจรเดียวกัน ได้พบปะ สังสรรค์และสนทนาเมื่อพบเจอ บ้างไม่รู้จักก็เดินผ่านไปไม่ทักทาย
การกระทำที่ซ้ำซากจำเจและน่าเบื่อ ไม่มีชีวิตชีวาเพราะใจมืดมน เท้าเดินเดียวดายไปตามลำพัง พานพบผู้คนมากมาย แต่ในหนทางที่ได้เดินไป จะมีใครสักคนบ้างไหมที่จะรู้จักตัวตนของเราจริง ๆ จะมีใครบ้างไหมที่จะรักเรา
…จะมีใครที่จะรักเราหมดหัวใจ
สายตามองเหม่อไปยังวิวทิวทัศน์ด้านนอก โสตประสาทหูได้ยินแว่วแผ่วเสียงลม อีกฟากฝั่งหนึ่งที่ตามองคือเหล่าบรรดาเพื่อนร่วมห้องที่ร้องเพลงโหวกเหวกเฮฮา สนุกสนานร้องรำทำเพลงอย่างร่าเริง
ชีวิตที่อยู่เย็นเป็นสุข แต่ว่าทำไมเจ้าของดวงตาสีน้ำเงินทะเลถึงได้บ่งบอกว่าตัวเองไม่เป็นสุข ชีวิตก็สุดแสนจะสบาย มีเพื่อนคอยเคียงข้างเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่รู้สึกว่ามันยังไม่เพียงพอ ความเศร้ามันมีมากกว่าความสุขเสียอีก
เสียงเปิดประตูดังครืดทำให้หน้ามนหันไปสนใจกับคนที่เข้ามา อาจารย์ประจำวิชาภาคแรกเหมือนเดิมเช่นทุกวัน แต่วันนี้ที่แปลกตาก็คงเป็นคนแปลกหน้าสองคนที่เข้ามาใหม่ หน้าตาทั้งคู่เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน ผมสีดำยาวสลวยปล่อยละถึงเอว และดวงตาสีน้ำทะเลที่ดูลึกล้ำ ยากจะหาส่วนลึกได้ว่ามันลึกเท่าใด
อเล็กซ์ชะงักเมื่อสบตากับหนึ่งในสองโดยบังเอิญ อำนาจและแรงดึงดูดทำให้ละหนีไปไม่ได้ ตาสองคู่ยังคงสบกันนิ่งและจะเนิ่นนานกว่านี้หากไม่มีเสียงของอาจารย์ไลล่าเอ่ยขึ้นมาสียก่อน
“ทำไมพวกเธอถึงได้เป็นลิงทะโมนกันแบบนี้นะ”
หญิงสาวบ่นก่อนพอเป็นพิธี และถึงจะบ่นยังไงเหล่าลิงทะโมนของเธอก็คงยังเป็นเหมือนเดิมอยู่ดี
“ไลล่ารีบแนะนำเด็กใหม่เร็ว ๆ เข้าสิ หลายคนมองตาค้างและอยากรู้ใจจะขาดอยู่แล้วว่าเพื่อนใหม่ของเราชื่ออะไร”
หัวโจกในห้องยกมือขึ้นและยิ้มร่า แววทะเล้นออกมาจนหญิงสาวนึกเบื่อหน่ายคนที่เป็นทั้งลูกศิษย์และน้องชาย
“ฉันกำลังจะพูดอยู่นี่ต่างหาก ถ้าเธอไม่มาขวางฉันไม่ให้พูดนะจิม”
แต่ไลล่าก็เห็นด้วยกับเด็กหนุ่มไม่ได้ รัศมีเด่นประหลาดของเด็กสองคนที่หญิงสาวพามาก็ทำให้หลายคนต่างมองค้างนิ่งและไม่พูดอะไร ขนาดเหล่าทะโมนทั้งหลายที่ชอบส่งเสียงโหวกเหวกยังเงียบไปครู่หนึ่งเลย
“มิลิแกน ชีล และเมอร์ลิน เชส ราดัตซ์จ้ะ"
“สวัสดีค่ะ มิลิแกนเป็นคนพี่ ส่วนเมอร์ลินเป็นคนน้อง แต่ว่าพวกเราอยากให้ทุกคนเรียกว่า ชีลกับเชสมากกว่านะ อยากจะสนิทสนมกับเพื่อน ๆ ทุกคนมากที่สุด ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนค่ะ”
ชีลเริ่มพูดจ้อเมื่อไลล่าแนะนำชื่อให้เหล่าเพื่อนในห้องได้ฟัง ภาษาญี่ปุ่นฟังดูทะแม่งเหมือนเพิ่งหัดได้ไม่นาน หญิงสาวโค้งตัวลงเหมือนกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่ก็ก้มนานมากจนหลายคนต้องยืดตัวขึ้นมาดูว่าหญิงสาวเป็นอะไร
“เอ่อ อย่างนี้ถูกหรือเปล่า ฉันชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นนะ แต่เชสหาว่ามันไร้สาระ”
ชีลเงยหัวขึ้นมากะทันหันหลังจากที่ก้มอยู่นาน ทำเอาหลายคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน ยิ้มหวานคลี่ออกมาอย่างไร้เดียงสา จะขำก็ขำไม่ออกเพราะเจตนาของหญิงสาวก็ดูจะไม่ได้ตั้งใจอยู่แล้วด้วย
“หึหึ สงสัยคงได้ตั้งแฟนคลับสองสาวพี่น้องราดัตซ์ซะแล้วสิ”
จิมหัวเราะเสียงเบาเมื่อมองดูพี่น้องแปลกและแตกต่าง ชีลดูจะมีอัธยาศัยดีกว่าเชสมากพอควร เชสสูงกว่าและตาคมเรียว หน้าคมคายยิ่งกว่าผู้หญิงทั่วไป
“ต้องบอกว่าหนึ่งสาวกับหนึ่งหนุ่มนะจิม”
เสียงขัดขึ้นทำให้หลายคนหันไปทางต้นเสียง หน้าแต่ละคนบอกอาการคล้ายกับว่าอยากให้พูดอีกรอบ เพราะกลัวว่าจะฟังผิดไป อเล็กซ์ก็เลยสนองตอบให้อีกครั้ง
“บอกว่าหนึ่งสาวกับหนึ่งหนุ่ม ถ้ามิลิแกนน่ะใช่ แต่กับเมอร์ลินของพวกนายแล้วล่ะก็ เขาเป็นผู้ชาย”
หาาาา!!! เพียงคำพูดซ้ำอีกรอบทำให้หลายคนที่วิมานลอยฟ้าตกกันกรูระนาว
“ถ้าจะค้างไว้ทำตอนอื่นดีกว่านะ พวกเธอจะลืมฉันหรือไง นี่ได้เวลาเรียนกันแล้วนะ”
ไลล่าเอ่ยขัดขึ้นก่อนที่สติของนักเรียนแต่ละคนจะโดดหายไปพร้อมกับวิชาที่จะหมดลงทุกนาทีหากยังไม่ได้เริ่มสอนอะไร
“ก็ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าเป็นผู้หญิง พวกนายคิดกันไปเอง”
เสียงทุ้มแต่เย็นชาผิดกับใบหน้าทำเอายิ่งค้างนิ่งเข้าไปอีก ไลล่าอยากจะเรียกสติแต่ละคนให้กลับมาแต่ก็หาหนทางยากเหลือเกิน
“เดี๋ยวพวกเธอสองคนไปนั่งตรงที่ว่างที่จัดไว้ให้นะ”
ไล่ล่ารีบพูดขัดขึ้นก่อนที่จะได้เกิดการฮือฮามากขึ้นกว่านี้ ว่ากันว่าอย่าดูคนกันที่ภายนอกนี่เห็นท่าจะจริง ท่าทางสวยเหมือนผู้หญิงแบบนี้ไม่คิดว่าจะเป็นผู้ชาย โชคร้ายตรงที่ว่าโรงเรียนแห่งนี้แต่งไปรเวททำให้หลายคนดูไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชายกันแน่
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“ชีล เชส พวกเราพาชมโรงเรียนให้เอามั้ย”
คำถามแรกที่เอ่ยขึ้นมาจากเจ้าของห้องด้วยเสียงที่กระตือรือร้นหลังจากได้ยินออดช่วงเวลาพักลางวัน
“ไปทานกลางวันกับพวกเราดีกว่านะชีล เชส”
กับอีกหลายคำถามที่แย่งกันพูดทำให้สองพี่น้องฟังกันแทบไม่ทันว่าใครเป็นคนพูดบ้าง แต่ก็เห็นมีอยู่แค่คนเดียวนี่แหละที่ไม่ได้มีอาการกระตือรือร้นเหมือนคนอื่นบ้างเลย อเล็กซ์เดินตรงออกนอกห้องเรียนไป สายตาไม่สนใจนักเรียนใหม่เสียด้วยซ้ำ
“คนนั้นใคร” เชสมองอเล็กซ์ที่เดินออกไปนอกห้องก่อนจะเอ่ยถามคนที่จะพร้อมใจกันตอบอย่างรวดเร็ว
“อ้อ อเล็กซ์น่ะ ก็แบบนี้แหละ รายนั้นไม่ค่อยมีความสนใจกับอะไรเท่าไหร่”
จิมที่นั่งถัดออกไปตอบขึ้น นี่ก็อีกรายหนึ่งที่เหมือนจะไม่กระตือรือร้นกับนักเรียนใหม่เท่าไหร่ แต่ก็ต้องคอยดูแลในฐานะที่ตัวเองเป็นหัวหน้าห้อง
“ใครว่าไม่สนใจ ตอนฉันโดนรุมเขายังมาช่วยไว้เลย และที่น่าทึ่งก็คืออเล็กซ์จำชื่อพวกราได้หมด”
เสียงตอบอย่างภาคภูมิใจในตัวเพื่อนคนนี้ทำให้เชสเริ่มสะดุดขึ้นมากับคนที่ชื่ออเล็กซ์
“ใช่ อเล็กซ์น่ะอัจฉริยะนะ เก่งไปหมดทุกอย่าง”
“ก็เพราะว่าเก่งไปหมดน่ะแหละถึงลำบาก ช่วยงานฉันทุกอย่างจนตัวเองมานั่งคิดว่าเราเป็นหัวหน้าห้องหรือเปล่าวะ”
จิมออกจะติดตลกกับสถานะของตัวเองในตอนนี้ ส่วนใหญ่เวลามีงานอะไรอเล็กซ์ก็มักจะช่วยเสมอ ไม่มีคำบ่นอะไรออกมาจากปากที่ชอบเงียบกริบคู่นั้นเลย
“ไปกินข้าวกันได้แล้วน่ะพวกนาย เดี๋ยวก็หมดเวลาก่อนหรอก”
เสียงในห้องร้องเตือนทำให้หลายคนรีบสลายตัวไปจากนักเรียนใหม่ ชีลมองเพื่อนใหม่ด้วยประกายตาบางอย่าง จนชายหนุ่มเห็นแล้วอดที่จะขนลุกไม่ได้ ไม่รู้ว่าคนที่เป็นอีกครึ่งของตัวเองจะคิดอะไรอยู่ ด้วยใบหน้าหวานไร้เดียงสาเหมือนไม่ประสาอะไรนี่แหละที่เรียกได้ว่าน่ากลัวที่สุด
“เชส ฉันว่าที่นี่น่าจะสนุกนะ เธอคิดว่าอย่างนั้นมั้ย เวลาช่วงที่เหลืออยู่ของพวกเราดูท่าจะไม่จืดชืดเท่าไหร่นะ”
ชีลหันไปถามน้องชายดวงตาวาววับเหมือนกับได้เห็นของเล่นชิ้นโตที่ถูกใจ เชสเผลอพยักหน้าตอบเพราะแพ้รอยยิ้มของผู้เป็นพี่ยามที่ทำหน้าไร้เดียงสาเหมือนเด็กสาวแรกรุ่นที่รู้จักความรัก
“คิดว่าคงจะสนุกไม่น้อยเลยล่ะ แต่อาจจะเป็นสำหรับเธอนะชีล”
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

สายตาหนึ่งมองเหม่อไปยังท้องฟ้าเบื้องบน สายตาหนึ่งมองเหม่อออกไปยังบริเวณรอบนอก ไม่ได้สนใจกับรายงานที่บรรยายอยู่หน้าห้อง ดวงตาสีน้ำเงินทะเลส่องประกายแววเศร้าและเหงาออกมามากล้น แต่ก็ยังไม่มีใครที่จะได้สัมผัสกับมัน
อีกสายตาหนึ่งก็จับจ้องอยู่กับร่างที่เหม่อมองไม่สนใจอะไร ไม่แม้จะรู้สึกตัวว่าถูกจ้อง แต่ว่าในสายตาของผู้มองให้ความรู้สึกว่าร่างนั้นดูหยิ่งทะนง และโอหังเสียเหลือเกิน ตาที่สบจ้องกันเมื่อเช้าก็ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า สายตานั้นไม่ต้องการให้ใครจ้องมอง ไม่อนุญาตให้ใครล่วงล้ำอธิปไตยที่ตัวเองขีดแบ่งกั้นไว้
“น่าหมั่นไส้มากกว่าน่าชื่นชม” เชสพึมพำเสียงเบา ตายังคงจดจ้องอยู่กับเพื่อนร่วมห้องที่ตัวเองบอกว่าน่าหมั่นไส้
“แต่สำหรับเธอน่ะเรียกว่าน่าสนใจมากกว่าที่จะเรียกว่าน่าเบื่อเสียอีก”
ชีลกระซิบตอบ มองหน้าน้องชายที่หันมามองแวบหนึ่ง สะบัดหน้าไม่พูดด้วย เพราะไม่รู้ว่าพี่สาวจะพูดผิดหรือพูดถูก
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“ชีล เชสกลับบ้านด้วยกันมั้ย”
ความวุ่นวายดูเหมือนจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อทุกคนต่างกรูมาล้อมต้อนรับเพื่อนใหม่ด้วยท่าทางสนใจที่ดูจะไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลงเลย ชีลยิ้มหวานมอบความหวังให้รอบหนึ่งก่อนจะพูดตอบออกไปทำให้หลายคนความฝันสลายกันระนาว
“โทษทีนะ แต่วันนี้ไม่ได้หรอกจ้ะ พวกเรามีธุระกันน่ะ ต้องขอโทษด้วยนะ”
“ไม่เห็นต้องขอโทษเลย พวกนั้นเป็นฝ่ายรบกวนเราต่างหาก” เสียงเย็นชาไม่สนใจ ท่าทางไม่ได้คบกับใครง่ายนักยิ่งทำให้เหมือนกำลังดิ่งลงเหวลึก
“เหมือนนางฟ้ากับแม่มดแฮะ”
…แต่อยากจะรู้จริงว่าคำพูดนี้ให้ใครเป็นนางฟ้า ให้ใครเป็นแม่มด
“จิม อเล็กซ์ล่ะครับ”
เสียงนุ่มจากคนภายนอกถามถึงคนที่เอ่ยถึง จิมลุกขึ้นอย่างเข้าใจ ปากร้องตะโกนเรียกเพื่อนที่ยังคงนั่งนิ่งเหมือนตุ๊กตาหิน
“เฮ้ อเล็กซ์ท่าทางจะมีงานมานะ”
“อืม”
อเล็กซ์ตอบเสียงเนือย ลุกขึ้นไปหาแขกใหม่ผู้มาเยือน พูดกันไม่กี่คำอเล็กซ์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง
“งานจริงเหรออเล็กซ์” …พยักหน้าตอบรับคำถามของเพื่อน
จิมบ่นเสียงเบาและมองดูกองงานพะเนินที่ถูกมอบหมายหรือไหว้วานให้ทำ งานเอกสารทั้งหลายแหล่ที่เหล่าพวกไร้สมรรถภาพต้องมาขอช่วยอีกแรงในฐานะที่ว่างมากเกินไป
“เฮ้ย ไอ้นี่มันยังไม่เสร็จเลยนะ แล้วไคน์มันจะลากตัวนายไปไหนอีก”
“ไคน์ไม่ได้ลากหรอก แต่ว่ามิลเขาทนดูไม่ไหวก็เลยขอร้องให้ไปดูที่สภาหน่อย ดูเหมือนว่าจะมีไวรัสตัวใหม่เข้ามาเล่นกับคอมของสภา ตอนนี้คงกำลังหัวเสียอยู่มั้ง ส่วนพวกนี้มันก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงนี่ นายจัดการส่วนที่เหลือเอาเองแล้วกัน ส่วนที่ชั้นช่วยทำเสร็จหมดแล้วนะ เหลือแต่ของนาย”
อเล็กซ์หยิบใบสั่งงานให้จิมและเดินเก็บกระเป๋าเดินออกไป แต่ก็ไม่วายทิ้งคำพูดแสนดี ซึ่งก็หมายถึงมีเรื่องไม่ดีตามมา
“ถึงนายบ่นไปงานก็ไม่เสร็จหรอก ลองให้พวกว่างงานช่วยทำสิ รับรองว่าเสร็จทันวันนี้แน่”
คำขาดเหมือนคำสั่งว่าวันนี้ต้องเสร็จ จิมหนาวเยือกไปทุกรูขุมขน ดีแล้วที่ไม่ปล่อยให้เจ้านี่เป็นประธานเสียเอง ไม่งั้นอาจจะเลือดเย็นไม่เห็นใจคนอื่นแน่
“ก็หมายความว่าพวกเราต้องมาช่วยงานอีกแล้วเหรอ นี่มันกี่ครั้งในรอบเดือนมาแล้วจิม”
เสียงตะโกนโหวกเหวกดังไม่พอใจ แผนที่วาดไว้ว่าจะไปคาราโอเกะ ไปเที่ยวกลางคืนดูเหมือนจะพังระนาวลงมาอีกเป็นรอบที่สาม
“ใครอยากตายก็ตามใจ ชั้นจะช่วยซ้ำให้อีกหนึ่ง” พูดเสียงเรียบมากจนไม่มีใครคิดอยากจะเสี่ยง
“เออ เอาให้มันได้อย่างนี้สิ ทำไมพวกเราถึงซวยมาอยู่ห้องเดียวกับพวกที่เป็นเพื่อนกับประธานนักเรียนด้วยวะ”
“แต่ก็ช่วยใช่มั้ยล่ะ”
“เออ!!”
เสียงประสานตอบกลับทำให้จิมหัวเราะอย่างถูกใจ บ่นไปก็งั้น สุดท้ายก็ลงทุนลงแรงช่วยกัน ก็อย่างนี้นี่แหละ ที่เข้าใจกันได้ไว เพราะพวกที่อยู่ห้องนี้มีอุดมคติคล้ายกันแทบทั้งนั้น น่าชื่นชมอาจารย์ที่จับนักเรียนพวกหัวเดียวกันมารวมอยู่ในนี้ได้
“พวกนายก็กลับไปกันเถอะ มีธุระไม่ใช่หรือไง” จิมหันไปมองชีลและเชสที่ยังยืนนิ่ง เหมือนกับรั้งรอว่าจะช่วยดีหรือเปล่า
“ไม่เป็นไรแน่เหรอ ชั้นช่วยด้วยก็ได้นะ” ชีลเอ่ยเสียงเบาไม่แน่ใจ
“โอ๊ย! สบายมาก เป็นอย่างนี้ประจำแหละ จนกลายเป็นว่าพวกเราเป็นเงาให้พวกคณะกรรมการนักเรียนเลยล่ะ หึหึ แต่งานเยอะชะมัด แถมยังมีตัวกินแรงอยู่อีก” จิมบ่นพึมพำส่งท้ายและส่งยิ้มหวานให้และหุบลงเมื่อเชสเขม่นตาหวงพี่สาวใส่
“แล้วอีกคน…” เชสกล่าวเปรยให้รู้ จิมเลิกคิ้วขึ้นทำเสียงครางในลำคอ
“ไปห้องสภาน่ะ”
“อเล็กซ์เป็นคณะกรรมการ??” ชีลถามอย่างสงสัย
“ม่ายยย……”
ลากเสียงยาวกับคำเข้าใจผิด ดูเหมือนว่าที่ชีลเข้าใจผิดจะหนักหนาพอควร จิมรีบหาคำพูดมาปรับเปลี่ยนความเข้าใจของชีลใหม่ทันที
“แค่ไปช่วย ก็อย่างที่ว่าน่ะแหละ อัจฉริยะและก็เก่งทุกเรื่อง ก็เลยมีคนมาขอให้ช่วยอย่างโน้นอย่างนี้บ่อย เห็นแล้วก็อยากจะเอียน”
“แล้วคนเมื่อกี้ก็คือคนของสภานักเรียนสินะ”
“อือ น่ารักมั้ยล่ะ ลูกครึ่งญี่ปุ่นกับเยอรมันนะนั่นชื่อมิล เมอนอส ทาจิบานะ”
จิมตอบคำถามร้อยแปดที่ชีลบรรจงเป็นผู้ถามอย่างยินดี ก็ยังไม่รู้อะไรเลยนี่นาก็สนองตอบเพื่อให้ได้คุ้นเคยเร็วขึ้นก็เท่านั้น อดขำไม่ได้กับท่าทางของหญิงสาวที่ยังทำเป็นไม่ประสีประสากับคำตอบของจิมเท่าไหร่
“จิม! ตรงนี้มันอะไรน่ะ นายเขียนไว้ยังไงไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
“งั้นพวกเราไปก่อนแล้วกันนะ สวัสดีค่ะ”
ชีลเอ่ยเสียงใสเรียกให้ทุกคนหันมายิ้มส่ง ร่างบางก้มตัวลงเนิ่นนานอึดใจหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา และเดินจากไป จิมหัวเราะเสียงเบา
…ท่าทางว่าน่าจะมีคนสอนมารยาทญี่ปุ่นให้รู้หน่อยดีกว่า เห็นแล้วมันขำไม่ลงเพราะรู้ดีว่าชีลคงไม่มีเจตนาที่จะทำ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เสียงเคาะประตูดังไล่เรี่ยกับประตูที่ถูกเปิดเข้ามา ร่างโปร่งที่ปรากฏขึ้นทำให้คนที่อยู่ในห้องเงยหน้าขึ้นมามองกัน ในห้องเต็มไปด้วยเอกสารที่ถูกถ่ายสำเนาไว้เป็นหลักฐานก่อนจะจัดเรียงเข้าแฟ้มใหม่ อีกซ้ำยังอาจจะต้องเรียกได้ว่าต้องทำใหม่เสียหมดเมื่อเกิดอุบัติเหตุในห้องสภา กับปัญหาซ้ำสองที่โดนไวรัสบุกกระหน่ำในเครื่องคอมพิวเตอร์ทำให้ไม่สามารถที่จะทำงานอะไรอื่นได้อีก นอกจากนั่งหน้าบูดและอารมณ์เสีย
“มีปัญหาหรือไคน์”
“ใครไปตามมาน่ะ จำได้ว่ายังไม่ได้ไปเรียกนะ” เสียงทุ้มส่อแววฉงน มือยังง่วนจัดเอกสารลงใส่แฟ้มจนผมยุ่ง
“เอ่อ ผมเองครับไคน์ น่าจะให้อเล็กซ์เข้ามาช่วยจะดีกว่า บางทีงานเราอาจเสร็จเร็วขึ้น” มิลเสนอตัวก่อนที่อเล็กซ์จะตอบออกไป
“ฉันบอกเองแหละ” ไนท์เอ่ยเสริมต่อ ไคน์หันไปมองเพื่อนในฐานะรองประธานนักเรียนอย่างมีเลศนัย
“ก็ยังไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย ทำไมร้อนรนจัง” หยอกเพื่อนเสร็จก็หันไปหาอีกคนหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุด
“คอยก่อนนะอเล็กซ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการจะเข้ามาดูงานของพวกเราด้วย นายน่าจะรู้จักนะ อาราทานิ ซากะน่ะ”
อเล็กซ์พยักหน้ารับ อาจารย์ท่าทางใจดีที่ชอบแวะเข้ามาดูงานที่นี่บ่อยครั้ง และยังท่าทางที่ไม่ถือเนื้อถือตัวทำให้เหล่านักเรียนชื่นชม
เสียงรองเท้ากระทบกับพื้นส่งเสียงก้องรัวเร็ว และเสียงประตูเปิดพร้อมกับร่างที่เข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ ชายหนุ่มหยุดพักหายใจก่อนจะมองหน้าเหล่าคนในห้องที่มองกันตาปริบ
“โทษทีนะครูมาช้า” เมื่อปรับระดับลมหายใจแล้วก็มองหน้าสมาชิกในห้อง
“อ้าว! อเล็กซ์มาด้วยเหรอ พอดีเลยครูกำลังอยากได้มือเธอช่วยพอดี”
“แค่มือจะไปช่วยอะไรได้ครับ” ไคน์หยอกเย้า ร่างโปร่งทำหน้าหน่ายกับท่าทางกวนโอ๊ยของไคน์
“เข้าเรื่องเลยดีกว่า ตอนนี้พวกเราก็คงมีปัญหาเรื่องไวรัสเข้า และมันก็ลามปามมากขึ้นเพราะมันยังเข้าไปในระบบฐานข้อมูลของโรงเรียนด้วย ถ้ายังไม่รีบจัดการท่าทางว่าข้อมูลต่าง ๆ ในฐานข้อมูลจะหายไปหมด และครูก็มาตามคำสั่งของผู้อำนวยการ คิดว่าเราอาจจะพอช่วยกันทำอะไรกันได้บ้าง”
“และนั่นก็คือสิ่งที่ผมต้องแก้ใช่มั้ยครับ” ซากะพยักหน้ารับคำนั้น
“ก็คงใช่ ที่ครูทำได้ก็แค่ไม่ให้มันลามปาม แต่ถ้าให้กำจัดไปเลย ครูเองก็ไม่ไหวเพราะไม่ได้รู้อะไรมากมายนัก ระบบก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง คนที่เก่งคอมอย่างเธอกับไคน์ก็เลยถูกหวังมากหน่อย”
“และฉันก็แก้มันไม่ได้ ตัวนี้ยังไม่เคยเห็นหน้า นายที่ชอบเล่นน่าจะรู้หรืออาจจะรู้ว่ามันเป็นอะไร”
ไคน์ตอบกลับทันควันเมื่อริมฝีปากบางของอเล็กซ์จะขยับถาม ซากะทำหน้าขอร้องเว้าวอนอย่างถึงที่สุด เพราะมันกระทบกระเทือนไปถึงระบบของโรงเรียนทั้งโรงเรียน แต่ดูท่าว่าผู้อำนวยการจะไม่เดือดร้อนทำให้ต้องมาวิ่งเต้นแทน
“น่าหนักใจนะครับ เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการคนนั้นก็ลำบากแบบนี้ล่ะ” ไคน์เริ่มล้ออีกเมื่อเห็นหน้ามนทำท่าจะเป็นจะตาย
“ถ้ามาเป็นเองบ้างจะรู้สึกนะ บ้านเธอเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์นี่ ระวังมีใครแค้นจะเอาไวรัสไปปล่อยให้ระบบเจ๊งล่ะ” ชายหนุ่มสวนกลับ แต่ไคน์กลับไม่ยี่หระ หัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“นายนี่คนว่าแล้วยังไม่สะทกสะท้านนะ หน้าหนาเกินทน” ไนท์เริ่มซ้ำเข้าไปบ้าง
ไคน์หันมาเข่นเขี้ยวไนท์กับคำลามปาม อเล็กซ์มองสองหนุ่มก่อนจะส่ายหน้า สองคนนี้นิสัยก็พอกันน่ะแหละ อเล็กซ์เดินเข้าหาคอมเครื่องหลักที่เป็นตัวปัญหา หยิบแว่นสวมและแผ่นคอมแพคดิสก์ใส่เข้าไปในไดร์ฟ
“เฮ้ย! นี่นายจะเล่นเกมตาต่อตา ฟันต่อฟันเหรอ อันตรายนะ”
“สนุกดีออก”
อเล็กซ์ยิ้มหวานก่อนจะลงมือรันระบบ ตัวเลขฐานสองปรากฎหราอยู่บนหน้าจอคอม มือรัวเร็วตรวจจับระบบฐานข้อมูลที่โดนไวรัสเล่นงาน เสียงปี๊บดังขึ้นตลอดพร้อมกับแมสเซสบ็อกซ์ที่แสดงบอกเออร์เร่อตลอดเวลา
แว่นตาสะท้อนกับข้อมูลในระบบ
ไคน์มองเพื่อนตัวเองอย่างกระวนกระวาย ท่าทางเงียบขรึมแบบนี้เหมือนกับว่ามันเป็นปัญหาหนักเสียอย่างนั้น ทั้งที่อเล็กซ์เชี่ยวชาญในเรื่องของไวรัสคอมพิวเตอร์มากที่สุด ครั้งหนึ่งก็เคยทำให้หลายบริษัทปั่นป่วนมาแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีใครจับแฮกเกอร์นิรนามคนนี้ได้เลย นอกจากไคน์และจิมที่รู้เรื่องที่อเล็กซ์ทำเป็นอย่างดี
หน้าขาวยังคงทำหน้านิ่ง แต่ดูท่าทางว่าคงกำลังสนุกมากกว่า ใบหน้าคมปนหวาน ริมฝีปากบางรูปกระจับสีชมพูอิ่มรับได้รูปกับใบหน้ารูปไข่ รูปลักษณ์ที่เด่นอย่างประหลาดทำให้หลายคนต่างอยากเข้ามาใกล้
โชคดีที่มีไคน์ขวางไว้เลยไม่มีใครได้ชิดใกล้สักราย แต่หากอเล็กซ์จะยิ้มขึ้นมาสักครั้งก็คงจะดีไม่น้อย รอยยิ้มของเพื่อนสมัยเด็กที่ห่างหายไปนาน ไม่เคยได้เห็นอีกเลยตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นขึ้น
“อ้าว! หายเกลี้ยงเลย”
เสียงนั้นทำให้ไคน์เสียววูบ ไอ้หายเกลี้ยงนี่จะเป็นอะไรระหว่างข้อมูลในระบบกับไวรัส
“…อะไร” ถามขึ้นอย่างเสียไม่ได้
“ฉันตรวจดูเมนซิสเต็มของเครื่องเรียบร้อยแล้วล่ะ เจอไวรัสที่แทรกและซ่อนอยู่ในระบบ มันทำตัวเหมือนกับเป็นแฟ้มข้อมูลในเครื่อง และก็ยังไงดี มันเริ่มแบ่งตัวกระจายไป น่ากลัวจริง ๆ แต่ก็สนุกใช่ย่อย”
เสียงระรื่นเหมือนกับไม่ได้เสียหายอะไร แต่รอยยิ้มนั้นก็รู้สรรพคุณดีอยู่ ยิ้มเมื่อไหร่เรื่องร้ายตามมา
“แล้วไงต่อ”
“โง่หรือเปล่า ชั้นก็เล่นกับมันสิ”
อเล็กซ์หัวเราะพร้อมกับคำแดกดันที่ชายหนุ่มพยักหน้ารับอย่างเจ็บใจ ตาปรายมองซากะที่ยืนรอลุ้นระทึกพอ ๆ กับมิลและไนท์ ยิ้มหวานที่นำพาเรื่องร้าย ๆ มาให้ทำให้ทุกคนต่างใจไม่ดี
“พอเล่นด้วยหน่อยทำเล่นตัว น่ารำคาญเลยกำจัดซะ แต่ว่ามันดึงข้อมูลคาบไปด้วยพร้อมกับไวรัสของชั้นที่โดนมันโต้กลับ เสียหายไปเยอะ ข้อมูลกู้ได้เกือบหมด แต่ไวรัสของชั้นท่าจะแย่”
“ไอ้ที่แย่น่ะพวกเรามากกว่า อะไรหายไปบ้าง” ไคน์ทำเสียงหน่าย
“ข้อมูลของงานสภาทั้งมัธยมต้นและปลายเมื่อสองปีก่อน หึหึ คงสนุกล่ะ ช่วง 5 ปีมานี้เรามีไฟล์ที่เก็บในคอมเยอะอยู่ด้วย คงกู้กันมันส์มือนะ แถมตอนนี้ยังมีงานเข้ามาอีกเพียบ จะทำยังไงดีหนอไคน์”
อเล็กซ์ยิ้มและหัวเราะในลำคอ มือกดไดร์ฟเอาแผ่นคอมแพคออกมา ลุกขึ้นเตรียมตัวที่จะกลับ
“เอ่อ…งั้นฉันไปรายงานผู้อำนวยการก่อนนะ เขาคงอยากฟังผลตอนนี้” ซากะเอ่ยเสียงเบาและเดินออกไปก่อนเป็นคนแรก
“โชคดีครับอาจารย์” อเล็กซ์หันไปกล่าวลา ตาหันมองดูเพื่อนแต่ละคนที่มีรังสีความโชคร้ายเกาะอยู่ข้างหลัง
“ไคน์ครับ หาสมาชิกคนสุดท้ายเสียทีเถอะ พวกเราสองคนทำกันไม่ไหวนะ งานบัญชีน่ะ” มิลครางเสียงเบา เมื่อนึกถึงตัวเลขน่าปวดหัวบนหน้าจอคอมและแผ่นกระดาษ มันยุบยับวนเวียนทำให้หัวมึนตาลายได้
“หึหึ จะพ้นหน้าที่เงาของสภามั้ยนะ”
อเล็กซ์พึมพำกับตัวเองปล่อยทิ้งไว้ให้เหล่าสภาหาหนทางแก้ไขกันเอาเอง ถือว่าช่วยเหลือแล้ว ต่อไปก็แล้วแต่ว่าไคน์จะให้ทำอะไรอีกน่ะแหละ แต่อเล็กซ์คงจะรู้เหตุการณ์เบื้องหน้าดีว่าไคน์จะทำอะไรต่อไป ยังไม่ต้องเสนอตัวตอนนี้หรอก ลากคนอื่นให้มาจมกับตัวเองด้วยก่อนดีกว่าถึงจะยอมช่วยเหลือดีกว่า
เมื่อออกมาแล้วบรรยากาศก็เริ่มเงียบลง เพราะเวลาขนาดนี้ส่วนใหญ่นักเรียนจะกลับหมดแล้ว คงยังมีแต่พวกชมรม แต่ก็คงไม่นานที่จะได้เวลาเลิกเสียที
ตาสีน้ำเงินทะเลเหม่อมองท้องฟ้าเบื้องบน ฟ้าเย็นนี้ดูแดงเหมือนสีเลือด เมื่อก่อนเคยได้ยินใครคนหนึ่งเล่าไว้ว่า ช่วงเวลานี้คือเวลาปีศาจ เราจะเห็นคนตาย และคนตายจะลากคนเป็นให้ไปด้วยกัน ดังนั้นอย่าไปมองอะไรที่แปลกประหลาด
“สิ่งที่แปลกประหลาดอาจจะไม่ใช่สิ่งที่พี่พูด แต่มันคือชีวิตของคนต่างหากที่แปลกประหลาดยิ่งกว่า”
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ตามถนนหนทางสายหมอก ปิดบังหนทางข้างหน้าไว้ไม่ให้เห็น เท้าเดินไปตามลำพัง แต่เหมือนกับเดินย่ำอยู่กับที่ อยากหาคนที่ฉุดรั้งตัวเองให้เดินไปข้างหน้าโดยไว อยากหาคนสำคัญที่จะทดแทนไม่ได้ และอยากรัก รักคนอื่นที่ตัวเองจะให้ความสำคัญนอกจากครอบครัว น้ำใสไหลรินจากดวงตาพร้อมกับเช้าของวันใหม่ที่มาเยือน
“พี่ครับ วันนี้ผมก็ไร้สุขอีกแล้ว”
อเล็กซ์พึมพำเสียงเบาก่อนจะลุกขึ้นจากเตียง เปลี่ยนชุดเพื่อที่จะไปโรงเรียนเหมือนเช่นทุกวันอีกครั้ง เด็กหนุ่มมองดูตัวเองในกระจกที่ยังคงมีคราบน้ำตาก่อนจะหาแป้งเพื่อกลบรอยแดงช้ำรอบดวงตา
“อเล็กซ์จะไปโรงเรียนแล้วหรือจ้ะ” เสียงหวานของผู้เป็นแม่ดังขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มเข้ามาหาในห้อง
หญิงสาวหน้าตาอ่อนโยนและใจดี สวยเรียบแต่สุขภาพอ่อนแอ ด้วยโรคบางอย่างทำให้เคย์โกะต้องนอนหมกตัวอยู่แต่ในห้อง และเรือนญี่ปุ่นที่เมอร์นัวสร้างให้แยกขึ้นมาก็ทำขึ้นเพื่อภรรยาสุดที่รักคนนี้
“ครับคุณแม่”
“มาหาแม่ใกล้ ๆ สิจ้ะ”
มือเรียวขาวและเล็กยื่นออกมาข้างหน้า ดวงตาเลื่อนลอยนิดหน่อยแต่ก็ยังมีสติพอที่จะรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นลูกชาย เด็กหนุ่มเคลื่อนตัวเข้าไปหาอย่างเชื่องช้า มือเย็นเฉียบแตะสัมผัสกับเนียนแก้มของเด็กหนุ่ม ลูบไล้ไปด้วยความรักและเอ็นดูของผู้เป็นแม่
“ทำไมหน้าไม่เหมือนโคกะเลยนะ แต่ก็ไม่เป็นไรไม่เหมือนแต่ก็คล้าย อเล็กซ์ แม่รักลูกจ้ะ”
อ้อมกอดของเคย์โกะทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกอบอุ่น แต่อเล็กซ์ก็ไม่ได้ยกมือขึ้นโอบกอดตอบแต่อย่างใด นิ่งเรียบและเงียบเฉย ปล่อยให้เคย์โกะรำพึงรำพันต่อไปก่อนจะขอตัวออกมา อเล็กซ์เดินออกมาจากเรือนญี่ปุ่นและเข้าไปในบ้านอีกครั้ง
“ไปหาเคย์โกะมาเหรออเล็กซ์” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมของกาแฟที่ลอยมาแต่ไกล
อเล็กซ์มองเมอร์นัวที่ยิ้มทัก เด็กหนุ่มยิ้มตอบ เมอร์นัวมักจะรอทักทายตอนเช้ากับลูกชายเสมอ ยิ้มอ่อนโยนที่มีให้ทุกเช้าก็ทำให้อเล็กซ์ดูจะยิ้มมากขึ้น แต่มันก็เป็นแค่เฉพาะตอนเช้าเท่านั้น ที่เหลือที่ยิ้มออกไปไม่รู้ว่ามันจะออกไปจากใจบ้างหรือเปล่า
“วันนี้คุณแม่ก็เหมือนเดิมครับ” เมอร์นัวพยักหน้ารับก่อนจะดื่มกาแฟเข้าไป
“เดี๋ยวพ่อจะเข้าไปดูอาการก่อนเดี๋ยวค่อยไปโรงพยาบาล จะรอพ่อมั้ยเดี๋ยวพ่อไปส่งให้”
อเล็กซ์ส่ายหน้าอย่างเชื่องช้า
“ผมเดินไปเองดีกว่า ดูสนุกดี”
“งั้นก็ระวังตัวหน่อยนะอเล็กซ์” เมอร์นัวเตือนตามหลังเด็กหนุ่มมา อเล็กซ์หัวเราะในลำคอเสียงแผ่ว
เมอร์นัวดูท่าจะเป็นห่วงผิดฝ่าย อย่างอเล็กซ์น่ะไม่ได้เป็นอะไรง่าย ๆ อยู่แล้ว เพราะเมอร์นัวก็รู้ดีว่าลูกชายตัวเองเป็นอย่างไร และรู้ดีว่าต่อให้มีคนมาหาเรื่อง ก็ยังมีไคน์กับจิมที่ยังคอยประกบคู่และกันไม่ให้อเล็กซ์เป็นอะไร เด็กหนุ่มสองคนที่เป็นเหมือนลูก เคยเห็นมาแต่เด็กทำให้เมอร์นัวรักและเอ็นดูไม่แตกต่างไปจากอเล็กซ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“อรุณสวัสดิ์ อเล็กซ์”
จิมเดินเข้าทักทายเพื่อนก่อนเป็นคนแรกเมื่อเห็นอเล็กซ์มาโรงเรียนแต่เช้า แต่พอเข้ามาทีไรก็มักจะเห็นอเล็กซ์เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างทุกที ทำให้จิมต้องไปทักทายกับเพื่อนทุกเช้า อเล็กซ์หันมายิ้มให้เล็กน้อย แต่ในรอยยิ้มนั้นชั่วครู่หนึ่งทำให้จิมรู้สึกหนาววูบขึ้นมา
“อรุณสวัสดิ์จิม”
“อย่าทำเสียงแบบนั้นน่า งานก็เสร็จไปแล้วเพราะคำแนะนำจากนายน่ะแหละ แต่ทำไมไอ้บ้าไคน์มันถึงไม่ใช้คนของตัวเองทำวะ”
จิมโยนกองเอกสารให้และบ่นอย่างอารมณ์เสีย อเล็กซ์มองหน้าเพื่อนที่บ่นเป็นไฟแลบพลางอมยิ้ม จิมจะรู้มั้ยนะว่าต่อแต่นี้อาจจะต้องลำบากอีก แต่ไม่พูดคงจะดีกว่า
“ลำบากจริง ๆ เลยนะ”
“อะไ......"
"ไง อเล็กซ์"
พูดยังไม่ทันเสร็จ เสียงที่รู้กันดีก็แทรกขึ้นกลางวงเสียก่อน สำเนียงท่าทางหาเรื่องทำให้ทั้งจิมและอเล็กซ์ต้องหันไปมองด้วยสีหน้าที่ซื่อสนิท อเล็กซ์ยิ้มเปรยกับเพื่อนที่รู้จุดประสงค์ดีว่ามาทำอะไร
"อรุณสวัสดิ์ ไคน์ เช้านี้สดใสดีนะ"
"สดใสบ้านนายคนเดียวน่ะสิ แต่บ้านฉันนี่เมฆทะมึนมาแต่ไกล เมื่อวานนี้แสบดีนะ หนีกลับบ้านไปก่อนน่ะ ทำแล้วไม่ช่วยรับผิดชอบหรือไง"
เสียงบ่นงึมงำในลำคอก่อนจะดังขึ้นอย่างหมดความอดทน จิมสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นเพื่อนระบายอารมณ์ออกมา อเล็กซ์หัวเราะในลำคอเสียงเบา
"ฉันทำธุระให้แล้วต่างหากถึงกลับบ้านไป มีอะไรข้องใจรึไง" …ตอบกลับโดยไม่สนใจคนที่อยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
"...หนอย...แก..."
เสียงโหวกเหวกเริ่มดังขึ้นด้วยข้ออ้างนานัปการที่หาขึ้นมาพูด และเสียงเรียบเย็นของอเล็กซ์ที่บอกปัดคำขอช่วยเหลือได้ทุกกรณี คำพูดไม่ได้ใส่ใจกับปัญหาของเพื่อนตรงหน้า ไม่มีแม้แต่จะแลหรือสนใจอีก มีแต่รอยยิ้มที่เหมือนกับเล่นสนุกเท่านั้น
เสียงไคน์ดังออกไปจนถึงนอกห้องจนทำให้ผู้มาใหม่สงสัย เชสมองห้องตัวเองและเดินเข้าไปก็พบกับแหล่งเสียง
"มีอะไรเกิดขึ้นรึไง" เสียงเรียบถามอย่างเบื่อหน่าย
"อ้าว! อรุณสวัสดิ์เชส อรุณสวัสดิ์ชีล ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่ประธานมาหาเรื่องอเล็กซ์เท่านั้นแหละ สามคนนั้นเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กเลยทะเลาะกันบ่อย พวกเราเห็นจนชินแล้วล่ะ" หนึ่งในนั้นที่ยืนอยู่เหตุการณ์อย่างระอาใจตอบกลับเสียงทุ้มเรียบไป ก่อนจะยิ้มทักรุ่งอรุณกับสองพี่น้องฝาแฝด
"สามคนนั้นต่างกันสุดขั้วยังงั้นยังเป็นเพื่อนกันได้อยู่อีกรึ"
เชสมองอเล็กซ์ จิมและไคน์คนละทีอย่างไม่เชื่อสายตา ลักษณะท่าทางก็แตกต่างกันไปคนละทิศคนละทาง ถ้าไม่พูดก็ไม่รู้ว่าสามคนนี้เป็นเพื่อนกันแต่เด็ก ระหว่างที่จับตามองดูก็เอากระเป๋าไปเก็บที่โต๊ะของตัวเอง
"อ้าว! ชีล-เชสมาแล้วเหรอ อรุณสวัสดิ์"
จิมหันไปยิ้มรับอรุณเมื่อเห็นชีลและเชสเข้ามา อเล็กซ์ปรายตามองคนที่จิมหันไปทักก่อนจะหลบสายตาเมื่อเห็นเชสจ้องตอบกลับมา
"อรุณสวัสดิ์จ้ะ"
ชีลตอบรับเสียงใสทำให้ผู้ที่กำลังหาเรื่องอยู่ต้องหันมามอง ไคน์มองดูเด็กใหม่อย่างพิจารณาก่อนจะแนะนำตัวเองให้ชีลและเชสรู้จัก หน้าคมคลี่ยิ้มอย่างที่ทำเป็นประจำ
"หือ! เด็กใหม่เหรอ...ฉันไคน์ ราวานอฟเป็นประธานสภานักเรียนที่นี่และขอต้อนรับสู่รั้งโรงเรียนเอริมากิแห่งนี้... อืมมมม...สวยทั้งพี่ทั้งน้องไม่สินายน่ะเป็นผู้ชายใช่มั้ย"
สิ่งที่ไคน์พูดสร้างความฮือฮาให้กับคนในห้องเป็นอย่างมาก เพราะตอนแรกที่พวกเขาได้พบกับเชสไม่มีใครรู้เลยด้วยซ้ำว่าเชสเป็นผู้ชาย
…อาจจะอเล็กซ์คนเดียว ถ้าอเล็กซ์ไม่พูดก็ไม่มีใครรู้
"เฮ้ย! นายดูออกด้วยเหรอ พวกฉันดูตอนแรกยังไม่รู้เลยนะเฟ้ย"
"เออ! เดี๋ยวก่อน! ฉันยังคุยธุระไม่จบ อเล็กซ์นายต้องมาช่วยด้วยนะ ที่โปรแกรมหายไปน่ะฝีมือนายทั้งนั้นนะ"
ไคน์รีบพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อนึกขึ้นได้ว่าธุระตัวเองยังพูดไม่จบ หันหน้าไปหาเรื่องเพื่อนตัวเองหลังจากที่ปัดป่ายหน้าที่รับผิดชอบกันมานาน อเล็กซ์กระตุกยิ้มขึ้นเมื่อถึงเวลาที่ลากพาคนสักห้องเข้าร่วมรับข่าวร้ายได้แล้วมั้ง
"แล้วจะไม่ถามถึงคนทำโปรแกรมนั้นเลยรึไง ไคน์"
"ใคร?"
ไคน์ถามขึ้นมาอย่างสงสัยแล้วมองตามสายตาอเล็กซ์ไป สายตาหยุดไปที่คน ๆ หนึ่งและเจ้าตัวก็รู้สึกว่าโดนมอง จิมมองหน้าเพื่อนสองคนเหรอหรา ไม่เข้าใจสายตาของอเล็กซ์ และไม่เข้าใจสายตาของไคน์ที่มองตนอย่างงุนงงแกมไม่เชื่อ
"ฉันทำไม?"
"จิม เมื่อเดือนก่อนนายทำโปรแกรมอะไรไว้"
อเล็กซ์เอ่ยถามจิมขึ้นมา ซึ่งทำให้อีกฝ่ายงุนงง พยายามคิดถึงเรื่องเมื่อเดือนก่อนตามที่อเล็กซ์ว่า คิดไปคิดมาก็จำไม่ค่อยจะได้ว่าไปทำอะไรไว้ เรื่องมันก็นมนานมาตั้งเดือนก็มีบ้างที่จะต้องลืมกันไป แต่สำหรับจิม คนคนนี้เก็บเรียบเรียงกระบวนความคิดไว้เป็นอย่างดี ความจำเป็นเลิศทำให้ยังคงจำเรื่องสมัยก่อนนมนานได้อีก
"...เมื่อเดือนก่อน..." จิมทำท่านึกแล้วร้องออกมา
"อ๋อ! ซอฟต์แวร์ระบบ ฉันทำยูทิลิตี้จัดไฟล์ใหม่ แล้วก็เพิ่มเนื้อที่ในฮาร์ดดิสก์ แต่มีไฟล์นึงมันแปลก ๆ น่ะ พอเปิดขึ้นมามันก็โหลดข้อมูลสักแป๊บนึง แต่ข้างในไม่มีอะไรเลย ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไร พอจัดไฟล์ใหม่เสร็จก็จบ...แค่นี้แหละ"
อเล็กซ์หัวเราะเสียงเบา ส่วนไคน์ทำหน้ากับจะพูดว่า OH! My God และเหมือนได้ยินข่าวร้าย จิมมองอย่างสงสัยว่าตัวเองไปทำอะไรผิดไว้ และถามอย่างเลิ่กลั่ก
"ทำไมเหรอ มีอะไรเหรอไง"
"อยากรู้มั้ยว่ามันคืออะไร มันคือข้อมูลที่เก็บรวบรวมไวรัสเจ๋ง ๆ ไว้ทั้งนั้นเลยไงล่ะ"
"นายรู้ได้ไง" จิมหันขวับไปถามอเล็กซ์ทันที ลางร้ายเหมือนกับว่าได้ทาบทับห้องนี้เสียแล้ว
"ก็ฉันเคยไปทำมันไว้น่ะสิ แล้วก็ฝากเก็บไว้ในคอมโรงเรียน กะว่าไว้ค่อยมาเก็บทีหลัง แล้วนายก็ดันไปเปิดมันเสียก่อน แต่ก็เก่งนะที่ฝ่าระบบป้องกันภัยของฉันที่สร้างไว้ได้ สรุปนี่ก็คือฝีมือจิมทั้งนั้นเลยเนอะ ดันไปเปิดกล่องแพนโดร่าเสียได้"
เสียงหัวเราะเรียบเย็นทำให้ทุกคนเหมือนกับเห็นมีเงาปีศาจทาบอยู่บนหลังของอเล็กซ์ยังไงยังงั้น
"...เอ่อ...จิมสงสัยงานนี้นายก็ไม่แคล้วต้องโดนด้วยล่ะ ฐานเป็นต้นเหตุ"
ไคน์พูดเสียงเจื่อนแต่ก็อดจะแย้มยิ้มล้อเลียนเพื่อนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไม่ได้ จิมนิ่งอึ้งเมื่อได้เห็นเงาปีศาจของอเล็กซ์และคำพูดของไคน์ ร่างสั่นเทิ้มด้วยปัญหาที่ตัวเองเป็นผู้ก่อและอเล็กซ์เป็นผู้ปูทางไว้ให้
"...หนะ...หนอย...แก! ไอ้บ้า!"
"เฮ้ยยยยยยย!!!!!!......" เสียงจิมตะโกนดังขึ้นอย่างเหลืออดพร้อมกับเสียงออดดังเข้าเรียน
เสียงไคน์ที่ร้องอย่างตกใจพร้อมกับหลบของที่จิมขว้างมาหา แพะที่รับไปก็คือกระจกที่แตกกระจายและเสียงดังโครมของโต๊ะกลางเก่ากลางใหม่ที่ลงไปนอนกองไร้สมรรถภาพอยู่บนพื้นนอกอาคารชั้นหนึ่ง
เพล้งงงงงงงงงง......................ง โครมมมมมมมม……………ม
"โฮ่...กระจกแตกไปสาม กับบบ...โต๊ะกับเก้าอี้อย่างละตัว ท่าทางเงินบำรุงซ่อมแซมปีนี้จะเพิ่มขึ้นอีกแล้วนะ ซากะ"
เสียงทุ้มกล่าวอย่างขบขันเมื่อกำลังเดินตรวจโรงเรียนอยู่ก็พบกับของที่หล่นออกมาจากห้องที่พอเดาได้ว่าเป็นห้องของใคร และก็พอเดาได้ว่าเป็นฝีมือของใครที่ทำ
"...ผ...ผู้อำนายการ"
ซากะทำเสียงหน่ายใจกับท่าทางไม่ทุกข์ร้อน ท่าทางนึกสนุกของผู้อำนวยการหนุ่มนี่ไม่เคยแก้ได้เสียที

Chapter 2

“เออ ดีเนอะ และพวกเราก็ได้อาชีพใหม่ทำกันเลย”
อาสึกะบ่นพึมพำเป็นหมีกินผึ้งอีกคนหนึ่ง เมื่อตัวเองต้องมาทำงานเป็นเงาให้กับสภานักเรียนอีกครั้ง จิมยิ้มแหยะไม่กล้าพูดอะไรมากนัก ก็เพราะคำพูดหนึ่งของอเล็กซ์น่ะแหละ ทำให้ไม่มีใครกล้าขัด ยิ้มหวานที่ชอบนำเอาเรื่องร้ายมาให้เสมอ กับคำพูดเรียบเย็นที่เป็นเหมือนคำสั่งกลาย ๆ
‘ไหน ๆ ก็ช่วยกันทำงบประมาณไปแล้วก็ช่วยกันไปจนถึงที่สุดแล้วกัน’
พูดปุ๊บก็หนาวยะเยือกกันปั๊บ นี่คงวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วแน่ ถึงได้พูดแบบไม่มีติดขัดแบบนี้ คงไม่อยากทำงานคนเดียวถึงได้ลากคนอื่นมาร่วมทรมานทรกรรมกันแบบนี้ ช่างร้ายได้แนบเนียนดีจริง
“จิม อาจารย์อนุญาตให้ใช้ห้องประชุม 3 ได้นะ เดี๋ยวตอนเลิกเรียนก็ไปเอาของแล้วกัน”
เสียงไคน์ตะโกนตามหลังมาอีกระลอกเมื่อแยกย้ายกันเข้าห้องเรียนหลังจากกินกลางวันกันเสร็จแล้ว จิมโบกมือรับเมื่อได้ยินก่อนจะเดินเข้าไปในห้องด้วยท่าทางที่เซ็งที่สุดในชีวิต
“อ้าว! ชีล เชส ไปกินข้าวกันแล้วใช่มั้ย อาหารที่นี่อร่อยหรือเปล่า”
จิมเริ่มเปิดคำถามขึ้นเมื่อเห็นสองพี่น้องฝาแฝดกำลังจะเข้าห้องเรียน ชีลหันไปยิ้มหวานให้ก่อนจะพยักหน้ารับด้วยท่าทางที่ไร้เดียงสา
"จ้ะ อาหารของที่นี่อร่อยมากเลยนะ ว่ามั้ยเชส"
หันไปถามความเห็นจากเชสแต่ก็เงียบไม่มีเสียงตอบกลับ จิมยิ้มแหยเมื่อไม่เห็นว่าคนน้องจะมีมนุษยสัมพันธ์เท่าคนพี่เท่าไหร่
"จริงสิ! งานนี้พวกเธอไม่ต้องทำก็ได้นะ พวกเราโดนอย่างนี้ประจำแหละ"
จิมหัวเราะอย่างอารมณ์ดีราวกับว่าไม่มีปัญหาอะไร และเพื่อขจัดความอึดอัดที่เชสแผ่ออกมาให้รู้สึกด้วย
"พวกเราช่วยจ้ะ" เชสหันขวับไปมองพี่สาวตาโต
"ช...ชีล..."
"พวกเขาทำกัน พวกเราไม่ทำได้ไง ตอนนี้เราอยู่ห้องเดียวกันแล้วนะ น้าาาาาา.......เชสสสสสสสส" ชีลเริ่มทำตาประกายพร้อมกับลากเสียงยาวขอร้องเชส
"...อึก...เฮ้อก็ได้"
เสียงกลืนน้ำลายอึกใหญ่พร้อมเสียงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ เขาไม่เคยขัดคำขอร้องของพี่สาวคนนี้ได้เลย คนอีกคนหนึ่งที่เหมือนกับเขา...ชีล
"แล้วว่าแต่เจ้าตัวการล่ะ หายไปไหน" เชสเริ่มถามถึงตัวต้นเหตุ สายตาปรายมองไปรอบห้องเมื่อไม่เห็นอเล็กซ์
"รายนั้นไม่ต้องห่วงหรอกเป็นอย่างนี้ประจำแหละ" จิมตอบกลับและขำท่าทางที่เชสขัดชีลไม่ได้
"นี่ดีนะที่ผ่านกลางภาคมาแล้ว ไม่งั้นคงวุ่นกว่านี้ แถมเดี๋ยวจะมีงานโรงเรียนอีก ก็รู้ถึงความลำบากล่ะนะ"
"อ้าว! นั่นไงมาแล้ว เฮ้ย! อเล็กซ์จะไปไหนน่ะ"
จิมละจากเชสและชีลเดินตรงไปถามอเล็กซ์ที่รีบร้อนเข้ามาในห้อง จิมมองเพื่อนกำลังเก็บของเข้ากระเป๋าอย่างรีบร้อนด้วยท่าทางที่สงสัย อเล็กซ์ไม่ได้ตอบกลับจนเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับเพื่อน
"โทษทีนะ ลาให้ฉันด้วยแล้วกัน"
ใบหน้าของอเล็กซ์ที่ปรกติก็เย็นชาอยู่แล้วแต่ตอนนี้ยิ่งเย็นชาขึ้นไปอีก ทำให้จิมสะดุดกึก
"เรื่องนั้นเหรอ อเล็กซ์"
คำตอบที่ได้คือยิ้มเล็กน้อยที่มุมปากของอเล็กซ์ซึ่งก็รู้กันดีอยู่แล้ว อเล็กซ์รีบสาวเดินออกไปทันที จิมทำหน้าเครียดเมื่อรู้ว่าเรื่องที่อเล็กซ์ต้องลาไปคือเรื่องอะไร แต่ละคนเมื่อเห็นสีหน้าของจิมและอเล็กซ์ซึ่งลากลับก่อนทั้งที่ไม่เคยทำก็ถามอย่างสงสัย
"มีอะไรเหรอจิม"
"...ไม่มีอะไรหรอก...”
จิมส่ายหน้าพลางพูดเสียงเบา คงบอกเพื่อนไม่ได้หรอกว่าอเล็กซ์ไปไหน เพราะอเล็กซ์คงไม่ต้องการบอกอะไรกับใคร ถึงแม้จะเป็นจิมกับไคน์ก็ตามที ถ้าทำได้อเล็กซ์ก็คงไม่บอกเหมือนกัน
“นั่งที่เถอะเดี๋ยวไลล่าก็มาแล้ว"
จิมได้แต่เลี่ยงที่จะตอบคำถามของเพื่อน ๆ ในชั้น แต่ก็ไม่พ้นสายตาของเชสไปได้ เชสเฝ้าเก็บงำความสงสัยท่าทีของจิมในใจและ 'เรื่องนั้น' ที่จิมพูดไว้ ท่าทางแบบนั้นเหมือนกับว่ามีปัญหาหรือเรื่องที่ปิดบังไว้ ชีลมองน้องชายที่ดูเหมือนว่าจะให้ความสนใจกับคนที่ชื่ออเล็กซ์เป็นพิเศษ ก่อนจะกระตุกยิ้มขึ้น
“สงสัยคงได้เจอแล้วมั้ง” พึมพำเสียงเบาพลางหัวเราะในลำคอ เรื่องคงยิ่งสนุกขึ้นเรื่อย ๆ แน่
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ร่างของเด็กหนุ่มเดินตรงดิ่งเข้าไปในโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในย่าน แพทย์และพยาบาลที่เดินผ่านไปต่างรู้จักเด็กหนุ่มที่เดินเข้ามาดี ต่างพากันก้มโค้งทักทายกันให้ คนที่เดินเข้าออกก็มองเด็กหนุ่มร่างเพรียวด้วยสายตางุนงง แต่ก็คงเดาได้ว่าคงเกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลแห่งนี้ อเล็กซ์เดินเข้าไปยังตึกชั้นใน ซึ่งเป็นที่ประจำที่อเล็กซ์จะเข้ามาเมื่อได้รับข่าวเรื่องเกี่ยวกับแม่ของเขา
“คุณแม่อาการเป็นยังไงบ้างครับ” เสียงทุ้มนุ่มเรียบ แต่ก็ส่อให้เห็นถึงน้ำเสียงที่เป็นห่วงเป็นใยต่อบุพการี
"ดีขึ้นแล้วครับ ตอนนี้ท่านผู้อำนวยการกำลังดูแลอยู่ คุณอเล็กซ์จะเข้าไปดูไหมครับ"
"ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก"
เด็กหนุ่มถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อทราบอาการของเคย์โกะ จะเดินออกไปจากตรงนี้แต่ก็ได้ยินเสียงเปิดประตูออกมาทำให้เด็กหนุ่มชะงักกึก และรอดูผู้ที่ออกมาด้วยรู้ว่าเป็นใคร เมอร์นัวเดินออกมาด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียดก่อนจะกลบมันด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นลูกชาย
"อเล็กซ์ ตามพ่อมาคุยทางนี้หน่อยสิ"
"ครับ"
เด็กหนุ่มตอบรับคำอย่างว่าง่าย และเดินตามบิดาของตนเข้าไปในห้องทำงาน เมอร์นัวเดินตรงไปนั่งเก้าอี้ประจำของตัวเองโดยมีเด็กหนุ่มนั่งลงที่โต๊ะรับแขก
"เป็นไงบ้างล่ะ ชีวิตม.ปลาย ตอนนี้เราไม่ค่อยได้คุยด้วยกันเลยนะ อเล็กซ์"
เมอร์นัวถามลูกชายด้วยความห่วงใย ยิ้มอ่อนโยนที่มีให้เป็นนิจ และมีให้กับทุกคนทำให้อเล็กซ์ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี เพราะมันก็เป็นเหมือนเช่นทุกวัน ถึงแม้จะผ่านม.ปลายมาได้ไม่กี่เดือน แต่ก็ไม่ได้มีอะไรที่ตื่นเต้นเลยสักอย่างเดียว
"ไม่มีอะไรเป็นพิเศษครับ" อเล็กซ์รายงานเรื่องราวภายในโรงเรียนด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
"ไม่สนุกหรือไง อเล็กซ์"
อเล็กซ์ทำสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย แต่ก่อนที่จะตอบอะไรมากกว่านี้ก็ถูกขัดขึ้นด้วยเสียงเคาะประตูของผู้มาใหม่ และร่างสูงของชายหนุ่มที่เดินเข้ามา
"สวัสดีครับคุณเมอร์นัว ไม่ทราบว่าคุณอายาโนะอาการเป็นยังไงบ้างครับ"
อเล็กซ์หันไปมองผู้มาใหม่ เสียงทุ้มนุ่มสำเนียงแปลกทำให้อเล็กซ์ต้องเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนอยู่ ผมทรงรากไทรสีบรอนซ์อ่อน ดวงตาสีเขียวเข้มฉายแววสุขุมเหมือนผู้ใหญ่ แต่ท่าทางเหมือนคนรักสนุกและเจ้าชู้ ดูก็รู้ว่าคงมีหญิงสาวมากมายมาขอเกี่ยวพัน และชายหนุ่มตรงหน้าก็คงไม่ว่างเว้นที่จะเล่นด้วย
อเล็กซ์ตะลึงกับภาพลักษณ์ของเบื้องหน้าชั่วครู่ ร่างสูงดูโดดเด่นและมีเสน่ห์บางอย่างที่สามารถดึงดูดคนได้ตลอดเวลา
"อาการของเคย์โกะดีขึ้นแล้วล่ะ” เมอร์นัวตอบเสียงเบาและยิ้มให้กับผู้เข้ามาใหม่ ผายมือเชิญให้ชายหนุ่มนั่ง
“อเล็กซ์พ่อจะแนะนำให้รู้จักนะ นี่คือ เลสเตอร์ ลิน เบอร์แกรน เป็นคนของสถานทูตเบลเยี่ยมประจำญี่ปุ่น แล้วก็เป็นญาติห่าง ๆ ของเคย์โกะ"
เมอร์นัวเน้นประโยคหลังให้อเล็กซ์รับฟัง เด็กหนุ่มทำสายตาแกมสงสัย ญาติห่าง ๆ ของคุณแม่ แต่ดูแล้วไม่เหมือนเลยสักนิดว่าจะเกี่ยวกันยังไง แถมยังเรียกนามสกุลไม่ได้เรียกชื่ออีกด้วย
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ"
อเล็กซ์รำพึงเสียงเบายื่นมือไปทักทายตามมารยาท เก็บความสงสัยทั้งหมดไว้ หากเมอร์นัวบอกยังไง อเล็กซ์ก็คงต้องเป็นไปตามที่เมอร์นัวว่า
"ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ อเล็กซ์"
ชายหนุ่มทักทายอย่างสนิทสนมและยิ้มให้อเล็กซ์อย่างเป็นกันเอง เพิ่งได้พบกันครั้งแรกก็เรียกชื่อกันอย่างสนิทสนมแล้ว ทำให้อเล็กซ์กระตุกยิ้มเหยียดขึ้น เพราะเด็กหนุ่มไม่ได้ต้องการให้ใครมาเรียกชื่ออย่างสนิทสนมด้วยเลย
"อเล็กซ์ เห็นอย่างนั้นแต่ลินก็เป็นคนหนุ่มไฟแรงนะ อายุเพิ่ง 23 ก็ได้เป็นท่านทูตแล้ว"
เมอร์นัวรีบกลบเกลื่อนบรรยากาศที่ลูกชายจงใจแผ่ออกมา สายตามองดูลินที่ไม่ได้ถือสาแม้จะรู้ตัวเองดีก็ตาม
"ยอเกินไปแล้วครับ คุณเมอร์นัว" ลินปกปิดไว้ด้วยอาการไม่รู้และหันไปหัวเราะกับเมอร์นัว
อเล็กซ์มองดูเมอร์นัวและลินคุยกันไปตามลำพัง ส่วนใหญ่เรื่องที่คุยกันอเล็กซ์ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ อีกซ้ำภาษาที่ใช้บางครั้งก็เป็นภาษาเยอรมัน ซึ่งก็มีบางคำที่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมากมายนัก จับไม่ได้เสียด้วยซ้ำว่ากำลังคุยกันเรื่องอะไรอยู่ เด็กหนุ่มสังเกตได้เลยว่า หากเมอร์นัวต้องการไม่ให้ลูกชายรู้จะพูดเป็นภาษาเยอรมัน เด็กหนุ่มก็ไม่ได้ว่าอะไร
และอเล็กซ์ก็เพิ่งมารู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังถูกจ้องมองอยู่จากชายหนุ่มที่ชื่อเลสเตอร์ ลิน เบอร์แกรน เมื่อหันไปสบตาด้วยก็พบกับดวงตาสีเขียวเข้มนั้น สายตาที่มองมาทำให้อเล็กซ์รู้สึกไม่ชอบจึงต้องขอตัวออกมา เด็กหนุ่มหันหน้าไปมองเมอร์นัวที่จ้องมองลูกชายอยู่แล้วก่อนจะลุกขึ้นยืน
"ผมกลับก่อนนะครับ คุณพ่อ"
"จะกลับแล้วเหรอ ระวังตัวด้วยล่ะ"
ผู้พ่อถามด้วยความห่วงใย ใจจริงก็ยังไม่อยากให้กลับเสียด้วยซ้ำ เมอร์นัวคิดว่าจะกลับพร้อมกับลูกชาย แต่ก็ไม่อยากจะขัดใจอะไรกับลูกชายมากนัก
"ครับ ลาก่อนครับคุณเลสเตอร์" อเล็กซ์ไม่ลืมที่จะกล่าวลากับแขกของพ่อ ลินหันมายิ้มหวานให้กับเด็กหนุ่ม
"ลินครับ"
ชายหนุ่มตอบกลับอย่างรวดเร็ว อเล็กซ์ชะงักก่อนจะยิ้มหวานตอบกลับไป ท่าทีลังเลใจครู่หนึ่งไม่รู้ว่าจะพูดอะไรตอบกลับไปดี แต่เมื่อได้เห็นสายตาของเมอร์นัวที่ยิ้มกลับมาว่าอยากจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ นั่นทำให้อเล็กซ์ไม่คิดจะหักหาญน้ำใจของพ่อ
"ครับ คุณลิน ลาก่อน" อเล็กซ์มีท่าทีลังเลใจเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไป
"แล้วพบกันใหม่ครับ"
ชายหนุ่มยิ้มให้อเล็กซ์อีกครั้ง นัยน์ตาแฝงไว้ด้วยความหมายที่อยากจะพบกันอีก อเล็กซ์มองก่อนจะยิ้มลา ไม่อยากจะพบกันอีกครั้งหรอก แต่ก็เพื่อเป็นมารยาทและเพื่อเมอร์นัว
"เช่นกันครับ ลาก่อน"
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“คอยใครอยู่หรือไง”
คำพูดประจำของพวกที่ชอบหาเรื่องเข้ามาตีสนิทด้วยก็มักจะเห็นกันได้บ่อย ทุกเวลาและทุกสถานที่ บางคนที่ถูกทักก็รู้ตัวแต่บางคนก็ดูเหมือนจะไม่รู้ตัวเลย อย่างที่เป็นอยู่นี่ก็คืออีกกรณีหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่รู้ตัว ชีลหันไปมองเหล่าวัยรุ่นผู้ชายที่เข้ามาทักก่อนจะยิ้มตอบกลับไป
"ค่ะ ฉันกำลังคอยน้องชายอยู่"
"พวกเรามองตั้งนานแล้ว ยังไม่เห็นมีใครมาเลย ไปกับพวกเราแทนดีกว่า"
ชีลถูกจับมือโดยไม่รู้ตัว และไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยว่าพวกนั้นมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงอยู่
"เอ่อ...ไม่ได้หรอกค่ะ เดี๋ยวเชสมาไม่เจอ ปล่อยค่ะ"
สัญญาณอันตรายเริ่มดังขึ้น แต่เสียงผู้หญิงเพียงเสียงเดียวไม่มีทางขืนผู้ชายหลายคนได้ ก็รู้ว่ามันให้บรรยากาศที่แปลกออกไปแต่หญิงสาวไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ทำให้ไม่รู้ จะหันไปมองคนที่เดินผ่านโดยรอบแต่ก็ไม่มีใครที่มีทีท่าว่าจะสนใจหรือเข้ามาช่วยแต่อย่างใด
"...โอ้ย!!...อะไรวะแก"
"ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนมักจะมีพวกชอบฉุดผู้หญิงเสมอเลยนะ"
เสียงทุ้มเรียบที่ได้ยินไม่กี่หน แต่ก็รู้ว่าเป็นใคร ชีลหันขวับไปมองร่างเพรียวที่อยู่ด้านหลังอย่างดีใจ
"อเล็กซ์...!!"
"มิลิแกนมาทำอะไรตรงนี้คนเดียว มันอันตรายนะ"
อเล็กซ์ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง ถึงแม้จะไม่ได้คุยอะไรกัน แต่ก็เป็นคนที่ถือว่ารู้จักแล้ว จะให้หมางเมินไปก็คงทำไม่ได้ อเล็กซ์พาหญิงสาวหลบด้านหลังตัวเองและมองกลุ่มคนที่ดาหน้าเข้ามาล้อมกรอบ
"คอยเชสจ้ะ ฉันลืมของไว้เชสเลยไปเอามาให้"
หญิงสาวตอบกลับไปเสียงเบา มองดูด้วยท่าทางเป็นห่วง รูปร่างของอเล็กซ์ก็คงจะสู้พวกร่างใหญ่แบบนี้ไม่ได้แน่
"เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนแก…"
คนที่โดนอเล็กซ์ต่อยก็ถลันเข้ามากลางวง มองหน้าอเล็กซ์ด้วยสายตากรุ้มกริ่ม แต่เรื่องที่โดนชกนี่ต้องเอาคืน แล้วค่อยจัดการสำเร็จโทษเจ้าร่างเล็กนี่ทีหลัง จะเอาให้ช้ำจนลุกไม่ขึ้นเลย
"หน้าตาก็ออกดีแต่เอาเรื่องหน้าดูแฮะ ไม่สั่งสอนให้รู้เรื่องไม่ได้แล้ว"
เมื่อพูดจบก็เท่านั้นการตะลุมบอนก็เกิดขึ้น อเล็กซ์พาชีลหลบวืดไปอีกทาง และสอยหมัดเข้าไปเต็มดั้งจมูกของคนที่ถลันเข้ามา พาหญิงสาวหลบหลีกไปทั่วและโต้กลับไปพร้อมกัน ด้วยร่างกายที่เล็กกว่าและยังเป็น 7 รุม 1 ทำให้ชีลร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ
แต่ภายในของหญิงสาวต่างหากที่ทำตรงกันข้าม ทั้งถูกพาหลบและมองดูอเล็กซ์ที่โต้ตอบพวกนั้นไปด้วยท่าทางช่ำชอง พวกที่เคยได้เปรียบกลับเสียเปรียบพากันไปนอนหมอบกับพื้นทั้งสิ้น 7 รายด้วยกัน
"เอ่อ...อเล็กซ์ไม่เป็นอะไรเลยเหรอ"
ชีลถามด้วยความเป็นห่วง มองดูเพื่อนที่เป็นได้ไม่กี่วันอย่างไม่ค่อยเชื่อสายตาตัวเองเท่าไรนัก อเล็กซ์กระตุกยิ้มขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของหญิงสาว
"งั้นแล้วที่เห็นอยู่นี่เป็นอะไรมั้ยล่ะ"
"อ๊ะ! อเล็กซ์ระวังง..."
ชีลร้องเตือนอเล็กซ์เมื่อเห็นหนึ่งในพวกวัยรุ่นลุกขึ้นคว้าไม้เข้ามา พร้อมกับร่างที่ทรุดลงไป
"เวลาทะเลาะกันน่าจะเก็บกวาดให้หมดก่อนนะ..."
เสียงทุ้มอีกหนึ่งที่เข้ามาช่วยทันพอดิบพอดีทำให้ชีลคลี่ยิ้มออกมา ในที่สุดน้องชายของตัวเองก็ได้ออกโรงเสียที
"เชสสส...!!"
ดีใจที่เชสมาทัน ร่างที่ทรุดไปน่ะไม่ใช่อเล็กซ์หรอก มันก็แค่วัยรุ่นฝีมือกระจอกเท่านั้น แต่ก็น่าสงสารที่โดนเชสล้ม เพราะรายนั้นไม่เคยยั้งมือให้กับใคร แม้ว่าจะเคยรู้จักกันก็ตามที
"ไหนล่ะคำขอบใจ...ไม่มีให้ได้ยินเลยหรือไง"
เชสเริ่มพูดอย่างอารมณ์เสียเมื่อไม่ได้ยินเสียงพูดขอบคุณจากปากของคนที่ตนช่วยไว้ อเล็กซ์ปรายตามองเชสตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาประเมินราคา นั่นทำเอาเชสไม่ชอบใจที่ถูกมองอย่างนั้น อเล็กซ์ยิ้มเหยียดกลับไป
"นายน่าจะขอบคุณฉันมากกว่านะที่ช่วยมิลิแกนไว้ ท่าทางคงเพิ่งมีเรื่องมาสินะ สภาพอย่างนั้นน่ะมันพวกล่อตาล่อใจพวกอย่างนั้นมากนักล่ะ"
อเล็กซ์พูดทิ้งไว้เพียงคำพูดที่ดูหมิ่นแล้วเดินจากไป ปล่อยให้เชสยืนอยู่ด้วยสายตาที่เคียดแค้น มันก็จริงอย่างที่อเล็กซ์ว่า เพราะเชสเพิ่งมีเรื่องกับวัยรุ่นอีกกลุ่มที่เข้าใจผิดว่าเขาเป็นผู้หญิง ทำให้ชีลต้องมีเรื่องแบบนี้โดยที่เขามาช่วยไม่ได้
"คนอะไรไม่มีมนุษย์สัมพันธ์"
"เธอเองก็เหมือนกันแหละ"
ชีลเอ็ดแล้วยิ้มปลอบใจน้องชายตัวเอง ไม่รู้ทำไมอเล็กซ์ถึงไม่เคยคิดจะพูดดีกับเชสสักครั้ง และเชสก็ดูเหมือนว่าจะชอบหาเรื่องอเล็กซ์อยู่เสมอ ทั้งที่นั่นไม่ใช่นิสัยของน้องชาย
ใช่…ไม่ใช่นิสัยของเชสเลยที่จะมาเกี่ยวข้องกับอเล็กซ์ หากนั่นไม่ใช่เพราะว่าเชสเริ่มสนใจอเล็กซ์ขึ้นมา
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“อรุณส…หวัด เฮ้ย!”
เสียงร้องทักก่อนจะแปรเป็นเสียงตื่นตระหนกตกใจของจิมทำให้ทุกคนหันไปมองอย่างสงสัย และตกใจตามไปพร้อมกันเมื่อเห็นคนที่เดินเข้ามาในห้อง ชีลยิ้มทักให้ตามปกติทั้งที่มีแววลำบากใจนิดหน่อย แต่สำหรับเชสแล้วก็ยังหน้าตายเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง
"เชส! ไปทำอะไรกับผมตัวเองน่ะ"
"ชอบมีคนเข้าใจผิดนี่ ฉันรำคาญก็เลยตัดซะ"
เชสพูดแบบไม่ไยดีนัก สายตาก็ปรายไปมองคนที่หาเรื่องกับตัวเองเมื่อวาน อเล็กซ์จ้องมองตอบไม่สะทกสะท้าน ในรอยยิ้มแฝงความเหยียดหยันไว้เต็มที่ แต่เสียงที่ดังขึ้นมาของพวกผู้หญิงในห้องทำให้เชสหันมาสนใจสภาพเบื้องหน้าก่อน
"เชส...!! ตัดผมแล้วหล่อมากเลย ดูไม่ออกเลยนะเนี่ยว่าตอนไว้ผมยาวแล้วเหมือนผู้หญิงมาก"
อาสึกะฉายา 'ห้องข่าว' ต้องร้องชมออกมาเพราะทึ่งในรูปลักษณ์ของเชสมาก แต่ละคนต่างอื้ออึงกับรูปลักษณ์ใหม่ของเชสโดยไม่สนใจเลยว่าออดเข้าเรียนดังผ่านมาได้ 15 นาทีแล้ว ไลล่าที่หยุดยืนอยู่หน้าห้องก็เริ่มหมดความอดทนกับนักเรียนของตัวเองที่ยังไม่มีใครที่จะรู้สึกตัวเสียที
"หล่อจริง ๆ แต่ว่าพวกเธอช่วยกลับไปนั่งที่ได้แล้ว ไม่ได้ยินเสียงออดเข้าเรียนรึไง"
พอได้ยินแค่นั้นแต่ละคนก็แตกกระเจิงพากันไปนั่งที่ และทั้งห้องก็เงียบสงบเหมือนเดิมราวกับว่าไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ยกเว้นเพียงเสียงซุบซิบที่ดังระงมกันทั่วห้อง พร้อมกับสายตาชื่นชมที่มองไปที่เชสคนเดียว
"เฮ้อ...อยู่กับพวกเธอท่าทางอายุฉันจะสั้นลง หน่ายจริง ๆ”
ไล่ล่าพูดเสียงหน่ายปนระอาใจ เมื่อไหร่มันจะหมดปีเสียทีนะ จะได้ไปให้พ้น ๆ ห้องเด็กแสบพวกนี้เสียที ช่างจัดให้เข้าพวกกันได้ดีจริง เด็กแสบที่อยู่ในขั้นอัจฉริยะกันแทบทั้งนั้น มารวมตัวอยู่ที่ห้องนี้กันหมด แต่ก็ดีแล้วที่ไม่ได้ทำให้เด็กพวกนี้เกลียดขี้หน้า ไม่งั้นคงมีวิธีการกลั่นแกล้งเหมือนกับที่อาจารย์วิชาวิทยาศาสตร์กำลังโดนอยู่เป็นแน่
แล้วการเรียนก็ไปราบรื่นเหมือนเดิม แต่ก็ไม่มีใครคิดจะสนใจเลยสักคน เพราะมัวแต่เครียดเรื่องงานสภาที่โดนหางเลขไปพร้อมกับจิม ในวันนี้ก็เหมือนเดิมเวลาก็ไหลไปตามปกติ
อเล็กซ์ก็นั่งเหม่อมองไปนอกหน้าต่างเหมือนทุกวันและเชสก็ยังคงจ้องมองอเล็กซ์ไม่วางตา โดยมีชีลเฝ้าสังเกตโดยไม่พูดอะไร สายตาของน้องชายที่มองอเล็กซ์ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ คำพูดและท่าทางเมื่อวานเชสคงจ้องหาทางแก้แค้นอยู่เป็นแน่
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“เจ้านั่นมันไปไหนกันแน่ นายรู้ใช่มั้ยเป็นเพื่อนกันนี่” เชสบ่นอย่างอารมณ์เสียเมื่อพักกลางวันปุ๊บก็ไม่ให้ร่างของอเล็กซ์แล้ว
“เจ้านั่น? หมายถึงอเล็กซ์เหรอ”
จิมถามอย่างสงสัย ท่าทางของเชสวันนี้ก็แปลกที่ถามหาอเล็กซ์ก่อนเป็นรายแรก แต่ก็ไม่ใช่วันนี้วันเดียวหรอกที่เชสจะถามหาอเล็กซ์ เพราะตั้งแต่ย้ายมาก็ดูเหมือนว่าเชสจะถามหาอเล็กซ์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะสายตาและคำพูดก็เห็นมีแต่อเล็กซ์ทั้งนั้น
“วันนี้คงอยู่ที่ห้องเปียโนของตึกเก่า ที่นั่นไม่มีใครเข้าไปหรอกนอกจากอเล็กซ์คนเดียว เลยกลายเป็นที่สงบส่วนตัวของเขา”
“วันนี้! แล้ววันอื่นล่ะ” ถามอย่างสงสัยกับคำพูดของจิม
"อืมม...ก็เป็นโบสถ์เก่าที่อยู่ติดกับโรงเรียนน่ะ สนใจรึไง" จิมเริ่มแหย่เชสที่รู้สึกว่าจะเอาแต่ถามเรื่องอเล็กซ์
"ฉันน่ะเหรอสนใจ อย่าตลกให้มันมากนักนะ กับเจ้านั่นฉันก็ไม่ญาติดีด้วยหรอก"
เชสพูดอย่างหัวเสียด้วยเสียงที่ดังทำให้คนอื่นหันมาสนใจ แล้วก็เดินออกไปปล่อยให้จิมยืนเก้กังอยู่ตรงนั้น หันหน้าไปมองชีลที่ยืนนิ่งอยู่เคียงข้างด้วยท่าทางลำบากใจ
"เชสเกลียดอเล็กซ์รึไงกันนะ"
"ไม่หรอก เขาบอกว่าไม่ญาติดีด้วย แต่ไม่ได้บอกว่าเกลียดนี่ ไม่เป็นไรหรอกไม่ต้องห่วง"
ชีลรู้นิสัยของเชสดี ท่าทางอย่างนี้หญิงสาวไม่เคยเห็นเสียด้วยซ้ำ คงสนใจอเล็กซ์ขึ้นมาอย่างที่คิดไว้จริงน่ะแหละ น้องชายที่แสนเย็นชาดูท่าจะมีอารมณ์และความรู้สึกเสียแล้ว
“แต่อย่าให้เชสเข้าใกล้อเล็กซ์มากนักนะ” จิมพูดพึมพำเสียงเบาให้ชีลได้ฟัง หญิงสาวมองหน้าชายหนุ่มที่ทำหน้านิ่ง
“บอกเหตุผลมาสิ”
“จะรู้ไปทำไมกันล่ะ ถ้าอเล็กซ์ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ก็เป็นหน้าที่ของพวกฉันที่จะต้องขัดขวาง ถ้าขืนดันทุรังเข้าไปก็มีแต่จะเจ็บปวดแล้วก็เจ็บตัว แต่…”
จิมหยุดคำพูดไว้แค่นั้นก่อนจะปลีกตัวออกมา ปล่อยให้หญิงสาวมองตามหลังด้วยความงุนงง คำพูดสุดท้ายของจิมที่จะพูดคืออะไรกัน
…แต่ถ้าอเล็กซ์เปิดใจให้กับใครสักคนได้เข้าใกล้ พวกเราก็คงจะขัดขวางอะไรไม่ได้
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เสียงเปียโนดังแว่วมาแผ่วเบา ทำให้ผู้ที่เดินเข้าไปนั้นเริ่มหาต้นเสียง เปียโนดังมาจากห้องหนึ่งที่มีแสงสว่างลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ร่างท่ามกลางแสงนั้นนั่งดีดเปียโนตัวเก่าคร่ำคร่าด้วยใบหน้าที่ไม่เหมือนเช่นที่เคยเห็น
ใบหน้ายามนี้ดูเหมือนกับว่าได้บรรยายเอาความรู้สึกในใจทั้งหมดที่เก็บซ่อนไว้เปิดเผยออกมา ความรู้สึกทั้งหมดถูกกลั่นใส่เพลงที่บรรเลง ให้ผู้ได้รับฟังรู้สึกได้ เชสมองดูอเล็กซ์ด้วยท่าทางสงบนิ่งไม่ส่งเสียงอะไรจนเพลงสะดุดลงพร้อมกับอเล็กซ์ที่เงยหน้าขึ้นจากเปียโนตัวเก่านั้น
“ใคร! ใครอยู่ตรงนั้น ออกมานะ!”
เสียงตวาดก้องของอเล็กซ์ไม่ได้ทำให้เชสตกใจอะไร อเล็กซ์หันขวับไปยังที่เชสซ่อนตัวและก็ได้พบกับร่างที่ยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าชั่วครู่แสดงความตื่นตกใจออกมา แต่ก็ระงับไว้ไม่ให้เชสได้รู้ตัว
"ไม่น่าเชื่อว่านายจะมาดีดเปียโนที่นี่ ท่าทางไม่คิดว่าจะมีอารมณ์สุนทรีย์เป็น"
เชสพูดแดกดันอเล็กซ์อย่างไม่ไว้หน้า เท้าก้าวเดินตรงมาที่อเล็กซ์นั่งอยู่พร้อมกับดีดคีย์เปียโนเก่าอย่างเชื่องช้า อเล็กซ์มองคนที่ตอนนี้มายืนอยู่เคียงข้างก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อหนีออกห่าง
"ก็ไม่จำเป็นต้องให้นายมาวิจารณ์"
"เพราะท่าทางของนายทำให้ฉันเหม็นขีหน้า" เชสคว้าต้นแขนไว้ก่อนที่อเล็กซ์จะเดินเลี่ยงไป แล้วดึงให้หันมา
อเล็กซ์ถูกดึงไปตามแรงเหวี่ยง เงาทาบทับตกลงมาตรงหน้าทำให้อเล็กซ์ต้องถอยห่าง ยังไม่ทันได้ถอยออกมาก็ถูกประกบด้วยริมฝีปากบางของเชส อเล็กซ์ผลักเอาร่างสูงให้ออกไปแต่ก็ถูกรวบเข้าไปในอ้อมกอดอย่างรวดเร็ว ยิ่งดิ้นก็ยิ่งตกอยู่ในอ้อมแขนที่ขัดขืนไม่ได้
ถึงแม้เชสจะสูงและใหญ่กว่าอเล็กซ์แต่อเล็กซ์ก็มั่นใจในด้านกำลังของตัวเองดี อเล็กซ์รีบสะบัดตัวให้หลุดออกจากร่างสูงโดยไว การต่อสู้ขัดขืนจึงเกิดขึ้น เชสจับรวบข้อมืออเล็กซ์แล้วรวบไว้ก่อนจะจับกดให้ล้มลงไป
“ปล่อย……”
ริมฝีปากถูกประกบปิดอีกครั้งพร้อมกับน้ำหนักตัวของอีกฝ่ายที่ทิ้งน้ำหนักทับลงมาเต็มแรง อเล็กซ์ดิ้นหนีและขัดขืนไม่ได้ เรียวลิ้นอุ่นของเชสเริ่มแทรกผ่านเข้ามาพร้อมกับความหาลิ้นหวานนุ่มอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ปลายลิ้นเกี่ยวพันกระหวัดอย่างช่ำชองจนอเล็กซ์เริ่มสั่นสะท้านกับรสสัมผัสหนักหน่วงและรุนแรง อเล็กซ์พยายามผลักร่างที่ทาบทับอยู่ให้ออกไปโดยแรง
"ปล่อยนะ"
ข้อมือที่ถูกรวบไว้ก็หลุดออก อเล็กซ์รีบผลักร่างให้ออกห่างจากฝ่ายตรงข้ามโดยเร็ว แต่เชสนั้นไวกว่าผลักร่างบางล้มลงอีกครั้งพร้อมกับขึ้นคร่อมอเล็กซ์พูดด้วยประกายตาบางอย่างที่อเล็กซ์เองก็หวั่นไหวและหวาดกลัว นี่สินะที่เขาเรียกว่าแหย่หนวดเสือเข้าให้เสียแล้ว
"นายน่ะอ่อนหัดเกินไป"
พูดจบเชสก็ปิดปากบางนั้นไว้อีกครั้ง คราวนี้เชสจูบหนักหน่วงขึ้น ริมฝีปากที่ทาบทับลงมาอย่างรุนแรงทำให้ปากบางของอเล็กซ์เจ็บระบม ร่างที่เบียดทับลงมาก็ทำให้ดิ้นขัดขืนไม่ได้
เมื่อไฟถูกจุดขึ้นมาก็ดับได้ยากเหมือนกับอารมณ์ของเชสตอนนี้ที่ห้ามอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ จากริมฝีปากก็ไล้ไปจนถึงซอกคอ มือที่กดทับไม่ให้อีกฝ่ายหนีก็เริ่มไล้ตรงสะโพกแล้วล้วงเข้าในเสื้อ ริมฝีปากที่เคลื่อนต่ำลงกับมือที่กำลังลูบไล้ทำให้ร่างบางสะท้าน
อเล็กซ์รีบดันตัวตนที่กำลังรุกเร้าให้ออกห่าง ข้อมือก็ถูกรวบไว้เหนือศรีษะอีกครั้ง ตอนนี้อเล็กซ์แสดงความกลัวออกมาเต็มที่ ร่างที่สั่นน้อย ๆ ทำให้ถูกรุกหนักเข้าไปอีก
"…อึ…อาา…ย…อย่านะ"
น้ำตาที่ไหลรินออกมาและเสียงที่หวาดกลัวของอเล็กซ์ทำให้เชสชะงัก ชายหนุ่มมองดูสภาพของอเล็กซ์ตอนนี้ที่ตอนนี้น้ำตาไหลคลอเต็มเบ้าและไหลหยดลงผ่านเนียนแก้ม ร่างกายกำลังสั่นด้วยความกลัว อเล็กซ์ถอยห่างจากเชสด้วยร่างกายที่สั่นเทา ดวงตาสีน้ำทะเลตอนกลางคืนกำลังสั่นสะท้านเหมือนท้องทะเลกำลังโดนพายุคลื่น เชสเอื้อมมือเข้าไปหาอเล็กซ์อย่างเชื่องช้า
"อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ"
อเล็กซ์ตะโกนสุดเสียงแล้วรีบลุกหนีไป เหลือทิ้งไว้เพียงเชสที่กำลังสับสนกับการกระทำของตัวเองเมื่อครู่ มือชานิ่งเมื่อตอนโดนอเล็กซ์ปัด ยกขึ้นสัมผัสกับริมฝีปากของตัวเองที่ได้ล่วงล้ำเข้าสู่ความเป็นส่วนตัวของอเล็กซ์ และอารมณ์ที่เผลอตัวทำลงไปทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ
"…บัดซบ" ปากพร่ำบ่นโทษกับตัวเอง
อเล็กซ์ที่ได้เห็นดูไม่เหมือนกับยามปกติที่ตัวเองได้สังเกตมองเลยแม้แต่น้อย ดวงตาสีท้องทะเลกำลังสั่นและหวาดกลัวที่จะเข้าใกล้ มันขัดกับดวงตาก่อนหน้าที่ขีดเส้นห้ามไม่ให้ใครเข้าใกล้ด้วยแววตาหยิ่งทะนง หน้าที่เคยเชิดเหมือนไม่เห็นเงาใครตอนนี้กลับบ่งบอกความรู้สึกที่แตกต่างออกไป
เชสลุกขึ้นยืนเต็มความสูงของตัวเอง ร่างสูงโปร่งแลดูองอาจและมีอำนาจบางอย่างทาบทับ ท่าทางที่ให้ใครต่อหลายคนไม่กล้าแม้แต่จะขัดใจ เงียบสุขุมและเย็นชากับใครต่อหลายคน แต่ตอนนี้กลับมีภาพของใครบางคนอยู่ในแววตา ภาพของอเล็กซ์ โทปาซที่ทาบทับเข้ามา ตอนนั้นเชสยังไม่รู้สึกตัว
“นายเป็นยังไงกันแน่นะอเล็กซ์ ฉันชักอยากจะรู้เรื่องของนายให้มากขึ้นเสียแล้วสิ”
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

"อเล็กซ์ทำไมมาช้าจัง นี่จะเข้าเรียนอยู่แล้วนะ เฮ้ย! ที่คอเป็นอะไรน่ะ"
จิมเริ่มแหย่อเล็กซ์เมื่อเห็นเพื่อนเข้ามาในห้องด้วยเวลาคาบกึ่งจะเข้าเรียน เชยคางดูเมื่อเห็นผ้าปิดแผลติดเต็มคออเล็กซ์ มองเพื่อนด้วยท่าทางสงสัยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านี้ เพราะอยากจะรู้คำตอบจากปากเพื่อนมากกว่า
"โดนแมลงกัดเท่านั้นแหละ"
อเล็กซ์สะบัดหน้าให้พ้นมือจิม สำเนียงที่พูดนั้นช่างเย็นชาจนผิดสังเกต จิมก็ไม่ถามต่อ เพราะนั่นแสดงให้รู้ว่าไม่ต้องมายุ่ง แต่ที่น่าห่วงอยู่ก็คือใบหน้าที่เริ่มซีดลงอย่างเห็นได้ชัดของอเล็กซ์ จิมรีบวิ่งไปรับเมื่ออเล็กซ์กำลังล้มลง จิมเรียกเพื่อนด้วยเสียงอารามตกใจ
"อเล็กซ์ เป็นอะไรไป เฮ้ย! อเล็กซ์"
"มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย"
ไลล่ามองด้วยความตกใจเมื่อเข้ามาก็เห็นจิมกำลังจะอุ้มอเล็กซ์ขึ้นมา จิมมองหญิงสาวที่เป็นทั้งพี่และอาจารย์ด้วยดวงตานิ่งเรียบ นั่นบอกให้รับรู้ได้ว่าจิมห่วงอเล็กซ์มากเพียงไร
"ไลล่า! คาบนี้ฉันลานะจะพาอเล็กซ์ไปห้องพยาบาล"
“เกิดอะไรขึ้น” จิมปราดตามองเชสที่อยู่หน้าห้องนิ่งก่อนจะสบถในลำคอเสียงเบา
“ถ้าอเล็กซ์เป็นแบบนี้เพราะนายไปทำอะไรไว้ล่ะก็ ฉันไม่ปล่อยนายไว้แน่”
เชสมองจิมที่อุ้มอเล็กซ์ไปด้วยสายตานิ่งเรียบ ไม่บอกว่าตนกำลังรู้สึกอะไร แต่มือเรียวกำนิ่งจนเส้นเลือดปูดนูนขึ้นมา ชีลมองน้องชายไม่เข้าหาและไม่พูดอะไร ไม่รู้ว่าอเล็กซ์เป็นอะไร แต่พอเห็นท่าทางของจิมก็เหมือนกับจะเดาได้ว่าจิมพูดอะไรกับเชสไว้
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“อเล็กซ์เกิดอะไรขึ้น”
จิมถามเพื่อนเสียงเบาเมื่อพาอเล็กซ์มานอนในห้องพยาบาลแล้ว อเล็กซ์ปรือตามองเพื่อนแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา นอกจากแค่ส่ายหน้าเท่านั้น จิมมองเพื่อนพยายามคาดคั้นที่จะถามแต่อเล็กซ์ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย ไม่รู้ว่าสิ่งที่อเล็กซ์กำลังบอกนี่คือการกลบเกลื่อนความจริงหรือเปล่ากันแน่
“แน่ใจนะว่านายแค่นอนไม่พอ ไม่ได้เป็นอะไรอย่างอื่นเลย”
อเล็กซ์พยักหน้าตอบรับ จิมมองเพื่อนครั้งสุดท้ายก่อนจะถอนหายใจออกมา ไม่ว่าอย่างไรอเล็กซ์ก็ไม่เคยบอกอะไรมากกว่านี้เลย ไม่ว่าจะมีอะไรอเล็กซ์ก็ไม่เคยบอกเพื่อนอย่างพวกเขาเลย
“ขอโทษนะจิม”
เสียงแหบแผ่วเบาอเล็กซ์ทำให้จิมไม่คิดจะคาดคั้นถามต่อ หากเพื่อนบอกอย่างไรจิมก็จะทำตามอย่างนั้น
“ฉันไม่ได้โทษอะไรนายเลย อเล็กซ์ นอนพักผ่อนไปเถอะ เดี๋ยวตอนเย็นฉันจะบอกให้ไคน์พานายไปส่งที่บ้าน น้าเคย์โกะตอนนี้ก็อยู่ที่โรงพยาบาล ที่บ้านคงไม่มีใคร ถ้าเป็นไปได้พวกฉันจะไปนอนค้างเป็นเพื่อนแล้วกัน”
จิมพูดเสียงเบาและลูบผมสีท้องฟ้ายามกลางคืนด้วยความห่วงใย
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวคุณพ่อก็กลับมา”
“แต่…”
จิมหยุดพูดเมื่อเจอสายตาของเพื่อนไม่ให้พูดอะไร จิมถอนหายใจเสียงเบา และพยายามจะทำตามที่ตัวเองพูดให้ได้ ไม่ว่าอเล็กซ์ต้องการอะไร พวกเขาก็จะทำตามที่อเล็กซ์ต้องการทุกอย่าง จิมพยักหน้าตกลงรับกับคำพูดของอเล็กซ์
“งั้นฉันไปห้องเรียนก่อนนะ ป่านนี้คงมีหลายคนที่เป็นห่วงนายด้วยเหมือนกัน ฉันจะไปบอกข่าวว่านายไม่ได้เป็นอะไร”
“ฝากด้วยนะ” จิมลุกออกไป ไม่ได้สังเกตแววตาคลื่นพายุทะเลของเพื่อน
อเล็กซ์ซุกหน้าลงกับหมอนก่อนจะส่งเสียงสะอื้นด้วยความหวาดกลัวที่พยายามปกปิดอย่างแผ่วเบา มือสั่นระริกและพยายามควบคุมให้อยู่เมื่อนึกถึงเชส เป็นครั้งแรกที่ถูกทำแบบนั้น เป็นครั้งแรกที่สู้กับคนอื่นแล้วแพ้ และเป็นครั้งแรกที่เกิดความรู้สึกกลัวกับคนอื่น เพียงคนเดียวที่ทำให้อเล็กซ์เป็นแบบนี้ คนที่ทำกับอเล็กซ์ให้เกิดอาการแบบนั้นได้ก็คือเชส
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ความกังวลของคนในห้องยังเหลืออยู่ รอคอยให้จิมเข้ามาในห้องโดยไวเพื่อจะฟังข่าวคราวของอเล็กซ์ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเพื่อนตนเป็นอะไรแต่ก็รู้สึกเป็นห่วง อเล็กซ์ถึงแม้จะเย็นชา แต่ก็มีบางครั้งที่มักจะยิ้มอย่างอ่อนโยน บางครั้งที่เหมือนกับว่าเส้นที่ตีแผ่ไว้เริ่มเบาบางลง บางครั้งก็สามารถเข้าใกล้ได้โดยง่าย
อเล็กซ์ที่มีแรงดึงดูดให้ใครต่อหลายคนต้องมองตาม และเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นในใจ แต่ละคนรีบหันไปเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูห้อง และร่างของจิมที่ก้าวเข้ามา
"จิม! อเล็กซ์เป็นไงบ้าง"
"เฮ้ย!...เดี๋ยวก่อนไม่เป็นอะไรมากหรอก”
จิมรีบบอกเสียงรัวเมื่อตัวเองโดนเพื่อนรุมถามเรื่องของอเล็กซ์ เมื่อได้ยินที่จิมพูดก็พอเบาใจได้หน่อย แต่ก็ยังไม่เลิกรุมล้อมหัวโจกของห้อง รอฟังข่าวต่อไปจากจิม
“…เจ้าตัวเขาบอกว่านอนไม่พอก็เลยล้มไปก็เท่านั้นเอง"
จิมรีบอธิบายให้เพื่อนในห้องฟังก่อนที่ตัวเองจะโดนรุมจนตาย
"เฮ้อออ…ค่อยโล่งอกหน่อย"
เสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรู้ว่าอเล็กซ์ไม่เป็นไรดังกันระงม เชสมองดูเพื่อนในห้องแต่ละคนด้วยท่าทางสนใจ ทำไมอเล็กซ์ถึงได้มีคนเป็นห่วงมากมายขนาดนี้นะ ชีลที่สังเกตเห็นท่าทางของน้องชายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ปล่อยน้องชายสงสัยและถามออกมาเองดีกว่า
"พวกนายนี่สนิทกันดีจังนะ"
"แล้วไม่ดีรึไงล่ะ เชส" จิมหันขวับมาถามคู่กรณีที่ตัวเองเข้าใจผิด
"เปล่า" เชสตอบกลับไปและทำเหมือนไม่สนใจ
"ถึงแม้ว่าพวกเราจะมากันคนละที่ แต่พวกเราก็พิสูจน์ใจกันมาได้เกือบปีแล้วบวกกับพวกเราก็เป็นแบบนี้เลยไม่มีอะไรที่จะต้องเกลียดกัน ถึงแม้เวลานี้จะเป็นแค่เวลาสั้น ๆ แต่เมื่อผ่านไปมันก็จะเป็นสิ่งที่มีค่าที่ยังคงอยู่ในใจเรา ฉันซึ่งเป็นหัวหน้าห้องขอรับรองได้เลยว่าพวกเราจะมีความทรงจำร่วมกัน"
"เฮ้ย คิดไปฝ่ายเดียวแล้วมั้ง"
แต่ละคนต่างหยอกล้อจิมด้วยความสนุกสนาน ในใจส่วนลึกแล้วพวกเขาก็คิดแบบเดียวกัน อุปนิสัยที่เหมือนกัน ความคิดที่คล้ายกัน ทำให้สนิทกันได้ไว โดยมีจิมเป็นหัวโจก อเล็กซ์เป็นแกนกลาง
"หึ น่าสนใจดีนะพวกนาย"
เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเชสหัวเราะ ทุกคนมองเชสตาค้าง หากหัวเราะก็คงดูดีกว่านี้ ไม่น่าทำตัวเย็นชาขีดเส้นแบ่งกั้นไม่ให้คนอื่นเข้าใกล้เหมือนอเล็กซ์เลย
"นายน่ะชอบทำหน้าไร้อารมณ์ หัวเราะแบบนี้น่ะดีแล้วล่ะ" จิมตบบ่าเชสด้วยความดีใจ รับรองว่าคงได้มีเพื่อนสนิทเพิ่มขึ้นมาอีกแน่นอน
"ฮิ เชสเขาขี้อายน่ะ ไม่ค่อยชอบแสดงอารมณ์ให้ใครเห็นหรอก"
ชีลยิ้มพร้อมกับจิ้มแก้มน้องชายเล่น หญิงสาวเริ่มเข้ามาอยู่ในวงสนทนาด้วย เชสหุบปากปิดสนิททำหน้าตายเหมือนเดิมเมื่อตัวเองเผลอ ตอนนี้ยังไม่ใครรู้ว่าชีลนิสัยโดยแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร หากได้รู้คงได้เอือมระอาเหมือนกับเขาแน่
"เออ แต่ว่าตอนนี้ต้องทำงานให้เสร็จก่อนดีกว่านะ ถ้าอยากได้รับการปลดปล่อยเร็วขึ้นก็จงรีบทำให้เสร็จซะ"
จิมเริ่มสวมบทโหดขึ้นกะทันหัน ทำให้ทุกคนหนาวสันหลังขึ้นมา บรรยากาศเมื่อครู่หายไปทันตาเห็นเหมือนกับที่เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ทุกคนต่างถอนหายใจพร้อมกันเสียงดัง
'เฮ้อ สงสัยคงไม่ใช่ความทรงจำดี ๆ แล้วมั้ง'

Chapter 3

มือเรียวบีบกำผ้าห่มแน่น พยายามข่มตาหลับไม่อยากฝันเห็นภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวเองอีก แต่มันยากเกินทนที่จะบังคับไม่ให้นึกได้
ริมฝีปากที่ประกบปิดมาอย่างรุนแรงและเร่าร้อน สัมผัสร้อนแรงแหละหนักหน่วง ทุกสัมผัสที่แตะต้องเข้ามาทำให้อเล็กซ์ผวาเฮือกตื่นขึ้นมาอีกครั้ง น้ำตาใสไหลกลบดวงตาพายุคลื่นทะเล อเล็กซ์ลุกขึ้นนั่งเพื่อพยามยามระงับความรู้สึกของตัวเอง
“ลืมมันซะ มันไม่เคยเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ลืมมันไปซะ” …พึมพำเสียงเบาพลางกอดตัวเองแน่น
มือเรียวที่แตะสัมผัสไม่เคยมีใครก้าวเข้าไปได้มากขนาดนี้เท่าคนที่ชื่อเชส อเล็กซ์ฟุบหน้ากับเข่าตัวเองพยายามลืมและลืม เหมือนกับเรื่องที่แล้วมา
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“อ้าว! อเล็กซ์ทำไมยังไม่ไปโรงเรียนอีกล่ะ แล้วเป็นอะไรไปทำไมตาแดงเชียว” เมอร์นัวทักขึ้นเมื่อเห็นอเล็กซ์ลงมาจากห้อง เดินเข้าไปหาลูกชายพลางเชยคางมนขึ้นมองดูหน้ามนขาวอย่างห่วงใย
“ผมตื่นสายครับเมื่อคืนนอนไม่หลับ”
อเล็กซ์ตอบกลับเสียงเนือย ควมจริงแล้วไม่ได้นอนทั้งคืนเลยเสียมากกว่า เพราะมัวจมปลักอยู่กับความหวาดกลัวที่ไม่เคยได้รับ น้ำหนักมือและสัมผัสของคนที่ชื่อเชสยังไม่ลบเลือนหายไปจากความคิดของอเล็กซ์ ใบหน้าหมองคล้ำทำให้เมอร์นัวเป็นห่วง
"วันนี้ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ได้นะ อเล็กซ์"
"ไม่เป็นไรครับ คุณพ่อ"
อเล็กซ์ยิ้มให้กับผู้เป็นบิดาด้วยรอยยิ้มเศร้าสร้อย ส่ายหน้าปฏิเสธถึงแม้จะเห็นอาการท้วงติงจากเมอร์นัว เป็นคนเพียงคนเดียวที่อเล็กซ์ไม่ต้องการเห็นใบหน้าเศร้าสร้อยที่มาจากชายหนุ่มเลย เมอร์นัวที่แสนดีมักจะร่วมทุกข์กับอเล็กซ์ด้วยเสมอ
“งั้นเดี๋ยวพ่อไปส่ง แต่ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาต้องให้ไคน์กับจิมดูแลนะ”
บังคับได้แค่อย่างเดียวเท่านั้นที่เมอร์นัวทำได้ อเล็กซ์พยักหน้ารับเพื่อไม่ให้เมอร์นัวเป็นห่วงไปมากกว่านี้ และเดินตามบิดาตนเพื่อไปโรงเรียน เป็นสิ่งเดียวที่อเล็กซ์ทำให้เมอร์นัวได้
“อย่าลืมนะอเล็กซ์ ถ้าเป็นอะไรก็ให้ไคน์กับจิมดูแล พ่อเป็นห่วงลูกนะ”
เมอร์นัวหันมาพูดกับลูกชายอีกครั้งหลังจากที่พามาส่งถึงที่โรงเรียน อเล็กซ์พยักหน้าตอบออกไปและเดินลงจากรถ สายตาของเมอร์นัวเฝ้าติดตามร่างบอบบางของลูกชายด้วยความเป็นห่วง ยกโทรศัพท์ขึ้นต่อสายกับคนบางคนที่พอจะช่วยได้ คนที่พอจะเป็นที่ปรึกษาและให้คำปรึกษากับตน
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

"อเล็กซ์! นายมาทำไม วันนี้ไม่ต้องมาก็ได้ โธ่เอ้ย เดี๋ยวฉันพานายกลับบ้านเอง"
จิมเริ่มหัวเสียเมื่อเห็นอเล็กซ์เข้ามาในห้อง ตอนแรกก็ดีใจเมื่อเข้ามาไม่เห็นอเล็กซ์ แต่นี่กลับมาให้เห็นอีก จิมฉุดแขนอเล็กซ์ให้เดินออกจากห้องเพื่อจะพาไปส่งกลับบ้าน ปากก็บ่นพึมพำที่เมอร์นัวไม่ยอมห้ามลูกชายตัวเองบ้าง
"คิดว่าฉันอ่อนแอขนาดนั้นเลยรึไง จิม" เสียงเรียบเย็นอย่างไม่เคยเป็นทำให้จิมหันขวับมามองอย่างสงสัย
"แต่เมื่อวานนายพึ่งล้มนะ ไม่คิดว่านายอ่อนแอ แต่ก็ควรที่จะพักบ้าง นายเป็นคนนะไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ไม่ต้องพักก็ได้น่ะ"
จิมเริ่มอารมณ์เสียที่ได้ยินอเล็กซ์พูดออกมาแบบนั้น ท่าทางแบบนี้ไม่เคยเห็นจากอเล็กซ์เลยสักครั้ง เกิดอะไรขึ้นกับตัวอเล็กซ์กันแน่จิมเริ่มไม่เข้าใจ
"เฮ้ย! จิมพอได้แล้ว"
เพื่อนในห้องปรามเมื่อจิมเริ่มกระชากเสื้ออเล็กซ์ขึ้น และอเล็กซ์ก็ไม่ได้ต่อต้านอะไร กลับให้จิมทำได้ตามใจและตามอารมณ์ที่อยากทำ จิมกัดฟันกรอดเมื่อไม่มีปฏิกิริยาอะไรจากอเล็กซ์เลย
"เออ ช่างหัวมันก็ได้วะ"
จิมปล่อยเสื้ออเล็กซ์ลง แล้วกระแทกตัวเดินกลับไปนั่งที่ตัวเอง ตาไม่แลเหลียวอเล็กซ์เลย และอเล็กซ์ก็พาตัวเองไปนั่งยังที่เดิมของตัวเอง
สายตาของอเล็กซ์ไม่ได้จ้องตอบกลับเชสเหมือนที่เคยทำ และพยายามระงับตัวเองเมื่อรู้ดีว่าเชสกำลังจ้องมองตนอยู่ไม่วางตา อยากจะออกไปจากตรงนี้โดยไว แต่ก็ไม่อยากให้ใครผิดสังเกตกับอาการผิดปกติของตน
สภาพในตอนนี้ช่างแย่ที่สุด จิมปล่อยบรรยากาศที่บูดบึ้งออกมา กับอเล็กซ์ที่ทำหน้าตาไร้อารมณ์ไม่สนใจใครเหมือนเดิม ทำให้ทุกคนต่างก็อึดอัดใจวางตัวกันลำบาก นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นจิมทะเลาะกับอเล็กซ์
การเรียนจบไปแล้วแต่ทุกคนก็ยังต้องมาทำงานสภากันอีก ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม แต่ก็รู้สึกสบายขึ้นเยอะ ถึงแม้จิมกับอเล็กซ์จะทะเลาะกันอยู่แต่ก็ไม่เอามาลงกับงานทำให้การทำงานสบายขึ้น ต้องขอบคุณนิสัยจิมกับอเล็กซ์จริง ๆ
ไคน์ก็สังเกตเห็นท่าทางแปลกของจิมและอเล็กซ์ แต่ถึงถามไปอเล็กซ์ก็คงไม่บอก ดีไม่ดีก็คงทำท่าใส่เหมือนกับที่ทำกับจิม จะถามจิมก็คงโดนพาลใส่อีก ก็คงได้แต่ปล่อยไปและเฝ้ามองดูอยู่ห่าง ๆ แต่ก็ไม่วายส่งข่าวให้เมอร์นัวรับรู้ และคำตอบที่ได้รับกลับมาก็เป็นเพียงเฝ้ามองดูต่อไป หากมีอะไรเกิดขึ้นก็ต้องคอยดูแลให้ดี นั่นคือสิ่งที่ไคน์ทำได้
"อเล็กซ์ มาทำอะไรอยู่ตรงนี้น่ะ เฮ้ย! แผลนั่น"
ไคน์ทักเมื่อเห็นอเล็กซ์นั่งตากลมอยู่คนเดียวในสวนสาธารณะ เวลาเย็นย่ำเป็นเวลาที่น่ากลัวที่สุด เพราะใจคนสามารถวิปริตได้ในช่วงนี้ ชายหนุ่มถลันไปเมื่อเห็นสิ่งผิดปกติจากตัวของเพื่อนร่างบางคนนี้
"ไคน์..."
อเล็กซ์หันหน้าไปหาคนที่ทัก สภาพของอเล็กซ์ในตอนนี้ที่มือเต็มไปด้วยเลือดไหลเป็นทาง ใบหน้าที่เคยเย็นชาตอนนี้ดูอ่อนลง หน้าเหมือนจะร้องไห้ให้ได้ ไคน์ปิดเรียวปากบางไม่ให้พูดอะไรต่อไป และเอาผ้าเช็ดหน้าของตัวเองซับเลือดที่ซึมไหลออกมาเท่าที่จะทำได้ก่อนจะรีบอุ้มอเล็กซ์เดินไปบ้านของตัวเองซึ่งอยู่ไม่ไกล
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

"กาญ่า หยิบกล่องปฐมพยาบาลมาหน่อย กาญ่า!! บ้าซะฉิบ"
ไคน์เริ่มอารมณ์เสียที่แม่บ้านยังชักช้าไม่ทันใจ ชายหนุ่มอุ้มอเล็กซ์เดินขึ้นห้องไป เสื้อเปรอะเลือดสีแดงเข้มของอเล็กซ์แต่ก็ไม่ได้สนใจ ไคน์วางอเล็กซ์ลงบนเตียงของตัวเองก่อนจะหันไปรับเอายาและอ่างใส่ผ้าชุบน้ำจากกาญ่า
"ขอบใจนะกาญ่า ออกไปได้แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก"
เมื่อแม่บ้านเดินออกจากห้องไป ไคน์ก็ิเริ่มเช็ดบาดแผลให้สะอาด แล้วทายาให้อย่างระมัดระวังกลัวว่าอีกฝ่ายจะเจ็บ แต่คงคิดแบบนี้กับอเล็กซ์ไม่ได้ เพราะตอนนี้เจ้าตัวก็ทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอาการบ่งบอกเสียด้วยซ้ำว่าตอนนี้ที่แขนตัวเองมีบาดแผลขนาดใหญ่อยู่
"เอ้าเสร็จแล้ว นายเปลี่ยนเสื้อผ้าซะนะ เดี๋ยวฉันเอากล่องยาไปเก็บก่อน"
พูดจบก็เดินออกไป ปล่อยให้อเล็กซ์เปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่คนเดียว ไม่มีแม้แต่การถามไถ่อะไรให้อเล็กซ์ต้องหนักใจ แต่เพราะรู้กันดีว่าไม่ว่าจะถามอะไรก็คงไม่มีการตอบคำถามจากอเล็กซ์ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยเกินไปกับแผลที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนของอเล็กซ์
"กินนี่ซะก่อน เสร็จแล้วก็กินยาท่าทางนายจะเป็นไข้นะ"
ไคน์กลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมถาดข้าวต้มที่กาญ่ทำไว้ มือหนาวางทาบลงบนหน้าผากร่างบอบบางของเพื่อนเพื่อวัดไข้ อเล็กซ์รับถาดข้าวต้มมากินอย่างว่าง่าย ไคน์มองเพื่อนด้วยท่าทางสงบนิ่ง รอให้อเล็กซ์กินจนเสร็จก่อนจะยกมันไปวางไว้บนโต๊ะหัวเตียงจึงเริ่มต้นตั้งคำถามที่อเล็กซ์ควรจะตอบออกมา
"ทำไมถึงไปอยู่ตรงโน้นล่ะ… 'เรื่องนั้น' อีกใช่ไม๊"
ไม่มีเสียงตอบกลับมาทำให้ไคน์ต้องถอนหายใจ อีกนานเท่าไหร่นะถึงจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกครั้ง อีกนานเท่าไหร่อเล็กซ์ถึงจะกลับไปสดใสร่าเริงเหมือนเดิม หรือต้องรอให้ใครบางคนมาทำให้อเล็กซ์ตื่นขึ้นจากฝันร้ายอันทรมาน
"ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด เอ้ากินยาซะก่อนแล้วนอนซะ"
ไคน์รีบหยิบยาและน้ำให้อเล็กซ์กิน ชายหนุ่มสบายใจขึ้นมาหน่อยเมื่ออเล็กซ์ว่าง่าย ยอมทำตามที่ชายหนุ่มว่า ไคน์พาอเล็กซ์นอนลงและห่มผ้าให้อย่างห่วงใยและเฝ้ามองดูอเล็กซ์ที่หลับลงไปอย่างเชื่องช้า และมีอีกสิ่งหนึ่งที่ชายหนุ่มต้องทำ
“ฮัลโหล…อเล็กซ์อยู่บ้านฉันนะจิม……”
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

"ไคน์..."
ชายหนุ่มยืดกายขึ้นเมื่อคนที่ตัวเองรอมาถึง จิมวิ่งกระหืดกระหอบมาอย่างรวดเร็ว เมื่อสิบห้านาทีก่อนที่ได้รับโทรศัพท์จากชายหนุ่ม ทำให้จิมผลุนผลันวิ่งออกมาจากบ้านโดยไม่ได้บอกคนที่บ้านไว้ แต่นั่นคงไม่ต้องห่วงเพราะไคน์คงบอกไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะจิมทิ้งโทรศัพท์ให้ไลล่าและวิ่งออกมาทันที
"มาเร็วจังนะ วิ่งมาแบบไ่ม่คิดชีวิตเลยรึไง"
"อเล็กซ์ล่ะ" จิมสูดหายใจเข้าปอดไม่สนใจกับคำพูดของไคน์ ปากถามหาอเล็กซ์ก่อนเป็นคำแรก
"อยู่บนห้องฉัน ตามมาสิ"
ไคน์เดินนำจิมให้ตามขึ้นไปบนบ้าน จิมอยากจะวิ่งขึ้นไปเสียด้วยซ้ำเมื่อไคน์ยังคงชักช้าอยู่อย่างนี้ จิมโผล่หน้าเข้าไปเป็นอย่างแรกเมื่อไคน์เปิดประตูห้องตัวเอง ชายหนุ่มต้องรั้งเอวเพื่อนไม่ให้ล้มไปเสียก่อน และพาจิมเข้าไปในห้อง แขนที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมาทำให้จิมรู้สึกเจ็บหน้าอก
"บัดซบ…"
เด็กหนุ่มพูดเสียงเครือแล้วทุบกำแพงเต็มแรง ดูแลอะไรไม่ได้เลย ทั้งที่สัญญาไว้แล้วว่าจะปกป้องเพื่อนจนถึงที่สุด
"จิม……"
ไคน์เรียกเพื่อนตัวเองแล้วกอดคนตรงหน้าด้วยความลำบากใจ สัมผัสอบอุ่นที่ได้รับทำให้จิมกอดตอบพร้อมกับปล่อยเสียงสะอื้นออกมาอย่างเจ็บใจ บ่าที่สั่นเทาทำให้ไคน์กอดแน่นขึ้นลูบหัวปลอบโยน และจูบซับน้ำตาใสให้หมดไปจากใบหน้าที่เศร้าหมองของคนสำคัญอีกคนที่ไม่อยากจะให้ร้องไห้
"ไ่ม่เป็นไรจิม ไม่เป็นไรหรอก"
"ทั้งที่คิดว่าต้องปกป้อง แต่ฉันก็ปกป้องอเล็กซ์ไว้ไม่ได้ ทั้งเรื่องในตอนนั้นแล้วก็ตอนนั้นด้วย" จิมสะอื้นเสียงแผ่ว
"ไม่ใช่นายคนเดียวหรอกจิม ฉันเองก็เหมือนกัน ฉันก็ปกป้องอเล็กซ์ไม่ได้เหมือนกัน" ไคน์ปลอบเพื่อนรักด้วยเสียงเครือไม่แพ้กัน
"เราทำอะไรกับ 'เรื่องนั้น' ไม่ได้เพราะนี่คือความต้องการของอเล็กซ์ สิ่งที่เราทำได้คือการอยู่ข้าง ๆ อเล็กซ์ไม่ให้เขาเหงาไม่ให้เขาร้องไห้อยู่คนเดียว นั่นคือสิ่งที่เราจะทำดังนั้นนะจิม อย่าร้องไห้เลย"
พยายามพูดปลอบทั้งจิมและตัวเอง สิ่งที่พอทำได้คือสิ่งนี้สิ่งเดียวเท่านั้น แม้แต่เมอร์นัวเองก็ยังพูดแบบนี้ แสดงว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
"อืม...อืม"
จิมพยักหน้ารับก่อนจะกอดชายหนุ่มแน่นขึ้น อ้อมกอดที่แข็งแรงและอบอุ่น นานแล้วที่ไม่ได้รับจากไคน์ ยังไม่อยากจะผละออกไปอยากจะอยู่อย่างนี้ให้นานที่สุด
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

"คุณท่านคะ" พึมพำเสียงเบาเมื่อแอบแง้มประตูเปิดดูเหล่าเด็กหนุ่มที่นอนอยู่ในห้อง
"ไม่ต้องปลุกหรอกปล่อยไว้แบบนั้นแหละ"
"ค่ะ คุณท่าน"
เสียงพึมพำตอบรับและแง้มประตูปิดลงเหมือนเดิม ปล่อยให้อเล็กซ์นอนอยู่บนเตียง ให้ไคน์และจิมนอนกอดกันอยู่ข้างเตียง ราวกับว่าคอยเฝ้าดูเพื่อนไม่ให้ห่าง สายตาของชายหนุ่มเฝ้ามองดูเหล่าลูกชายด้วยความอ่อนโยนและห่วงใย ก่อนจะเดินออกไปพลางพึมพำเสียงเบาในลำคอ
"เฮ้อออ...เจ้าไคน์นี่ก็มือไว ไปนอนกอดลูกคนอื่นเขา ถ้าเขารู้เดี๋ยวก็โดนว่ากันพอดี”
ชายหนุ่มหัวเราะเสียงเบา ก็ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้วก็ต้องรอดูการเติบโตของพวกลูกชายต่อไปว่าจะเป็นยังไง อิลเดินเข้าไปในห้องทำงานยกโทรศัพท์บนโต๊ะขึ้นโทรหาคนที่คิดว่าน่าจะกำลังเป็นห่วงลูกชายตัวเองอยู่
“สวัสดีเมอร์นัว กำลังลำบากเรื่องลูกชายหายตัวไปหรือเปล่า”
จากปลายสายดูก็รู้ว่ากำลังเป็นอย่างที่ว่า ถึงจะบอกว่าให้คอยเฝ้าดูไว้ แต่ตัวเองน่ะแหละที่เป็นห่วงลูกชายคนเล็กของตัวเองมากที่สุด
“ตอนนี้อเล็กซ์อยู่ที่บ้านฉันนะ ไคน์กับจิมก็นอนอยู่ด้วยกันในห้องเดียวกันน่ะแหละ สองคนนี้ก็ทำตามที่นายพูดทุกอย่างเลยนะ ดูแลอเล็กซ์ไม่วางตาเลย”
ชายหนุ่มต้องหัวเราะอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงแอบถอนหายใจของเมอร์นัว ทำไมเพื่อนถึงได้ปกปิดความรู้สึกห่วงใยมากมายขนาดนี้ไว้นะ
“คราวนี้ก็เลิกเป็นห่วงได้แล้วนะ นายก็รักษาสุขภาพด้วยล่ะ มีภาระเยอะไม่บอกให้คนอื่นรู้น่ะระวังจะเป็นอะไรขึ้นมาก่อนเสียล่ะ ฉันแล้วก็มัวร์เป็นห่วงนายอยู่นะ”
เสียงตอบกลับมาของเมอร์นัวบอกว่ารับรู้ แต่ว่าการกระทำน่ะจะรับรู้ด้วยหรือเปล่านี่สิ ถ้าไม่ไปคอยคุมก็ยังเห็นเมอร์นัวแบกรับภาระหนักโดยไม่บอกใครอยู่ดี
“อเล็กซ์น่ะเหมือนนายทุกระเบียดนิ้วเลย ทำไมพ่อลูกถึงได้เหมือนกันแบบนี้นักวะ”
เสียงหัวเราะปลายสายตอบกลับมา ไม่มีคำตอบอะไรอีกแล้ว อิลวางโทรศัพท์ลงเมื่อเมอร์นัวขอตัวไปทำงานที่ค้างไว้ต่อ ส่ายหน้าอย่างระอาใจ เมื่อไหร่เพื่อนจะปลดทุกข์ที่แบกอยู่บนบ่าตัวเองเสียทีนะ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

แสงแดดอ่อนยามเช้าทำให้จิมตื่นขึ้นมา เมื่อคืนรู้สึกว่าตัวเองนอนสบายเกินไปและร้องไห้จนหลับไม่รู้ตัว พอลืมตาขึ้นก็พบกับอ้อมกอดหนาของไคน์ที่โอบกอดตน จิมมองดูร่างสูงที่ทำให้ตัวเองนอนสบายก็รู้ว่าตัวเองนอนหลับอยู่ในอ้อมกอดของไคน์ตลอดทั้งคืน จิมพยายามลุกออกจากตักของชายหนุ่มแต่ก็ไม่กล้าขยับอะไรมากมายเพราะไม่อยากให้ไคน์ตื่นขึ้นมา
“ตื่นแล้วเหรอ”
ไคน์กระซิบเสียงเบาข้างหู ชายหนุ่มตื่นตั้งนานแล้ว เพียงแต่มองดูจิมเวลาหลับเท่านั้นจนเมื่อจิมตื่นขึ้นมาก็ยังไม่อยากจะทัก จิมหันขวับไปมองเพื่อนก่อนจะพยักหน้าหงึก ไคน์ยกมือขึ้นเสยผมที่ปรกตกลงมาด้วยสายตาบางอย่าง มองดูหน้ามนขาวของจิมด้วยแววตาระคนรัก หน้าคมก้มลงสัมผัสกับหน้าผากมนอย่างเชื่องช้า จิมหลับตารับสัมผัสนั้นและจ้องมองร่างสูง
“ดีแล้วที่นายหยุดร้องไห้เสียที ฉันคงใจเสียมากกว่านี้แน่ถ้ายังเห็นนายร้องไห้ไม่หยุด”
“นายปลอบฉันเองไม่ใช่เหรอไคน์” จิมพิงซบบนอกหนาอีกครั้งหลังจากที่เมื่อคืนก็ยืมอกของไคน์ซับน้ำตาตัวเอง
“อืม…ฉันยินดีที่จะทำอย่างนั้น” ชายหนุ่มโอบกอดเพื่อนแน่นก่อนจะวางคางลงบนผมนุ่มสลวยของจิม
“ฉันจะไม่ยอมร้องไห้ต่อหน้าใครหรอกนะนอกจากนายไคน์”
จิมกอดร่างสูงและหลับตาลง ไคน์พยักหน้ารับคำนั้น และมองดูเพื่อนอีกคนที่ลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ชายหนุ่มสะกิดจิมให้รู้ตัว
"ตื่นแล้วเหรอ อเล็กซ์ ไข้ลดลงแล้วนี่"
"จิม..."
อเล็กซ์พูดเสียงแหบเมื่อเห็นจิมตอนที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ดวงตาสีเขียวของเพื่อนสั่นระริกเมื่อมองอเล็กซ์
"ขอโทษนะอเล็กซ์ ทั้งที่ฉันต้องดูแลนายแต่ก็ยังปล่อยนายไว้ให้อยู่คนเดียว"
จิมหน้าเศร้าลงแล้วพูดเสียงเครือราวกับจะร้องไห้อีกครั้ง ไคน์บีบบ่าเพื่อนเพื่อปลอบโยนแน่น
"ไม่เป็นไรหรอกจิม ฉันเองก็ขอโทษนายเหมือนกัน"
หน้าของอเล็กซ์ในตอนนี้ดูน่ามองขึ้น รอยยิ้มที่ส่งมาให้ดูอบอุ่นอย่างน่าประหลาด ทั้งที่เมื่อก่อนสัมผัสได้แต่ความหนาวเย็นและเศร้าสร้อย
"งั้นวันนี้พวกเราโดดเรียนก็แล้วกัน"
คำพูดของไคน์ทำให้ทั้งสองหันมามองอย่างงุนงง ชายหนุ่มยิ้มแป้นมองดูเพื่อนทั้งสองที่รูปร่างบอบบางกว่าตน มือยังคงโอบเอวจิมไว้อยู่ อีกมือหนึ่งก็เสยผมสีท้องฟ้ากลางคืนให้อย่างนุ่มนวล เพื่อนสองคนที่ให้ความสำคัญมากที่สุด รองลงมาจากพ่อที่ชายหนุ่มหลงเหลืออยู่เพียงคนเดียว
"จำตอนเด็กได้ไหมที่เราเล่นด้วยกัน ตอนนั้นสนุกมากเลยนะ อเล็กซ์ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ร่าเริงและก็แสบมาก แกล้งฉันไว้สารพัด”
ไคน์บ่นกระปอดกระแปดในตอนท้าย เรียกเสียงหัวเราะแผ่วเบาได้จากทั้งอเล็กซ์และจิม ส่วนใหญ่แล้วก็ความคิดอเล็กซ์และฝีมือจิมทั้งนั้น วุ่นวายกันพอดูชม
“ฉันอยากเจออเล็กซ์ในตอนนั้น"
"อืมก็ดีเหมือนกัน เราไม่ค่อยได้อยู่กัน 3 คนเลยนะ ตกลงไหมอเล็กซ์"
จิมสนับสนุนความคิดของไคน์แล้วขอความเห็นจากอเล็กซ์ มองดูเพื่อนที่จะตอบว่าอย่างไร
"อืม..."
คำตอบที่ได้รับกับใบหน้าที่อ่อนโยนทำให้ทั้งสามวางแผนเรื่องการโดดเรียนว่าจะไปไหนกันดี สถานที่พวกเขาต่างอยากไปที่สุดตอนนี้ปรากฏออกมา ทั้งไคน์ อเล็กซ์และจิมต่างคิดเหมือนกัน
สถานที่ยามเด็กที่ไปกันบ่อยครั้ง ทะเลสาปที่ไปเล่นด้วยกัน และทุ่งสวนดอกไม้ขนาดเล็กที่ต่างพากันร้องไห้เมื่อคราวนั้นเมื่อตอนที่อเล็กซ์สูญเสียพี่ชายสุดที่รักไป
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“จะไปไหนกันเหรอไคน์ ไม่ไปโรงเรียน?”
อิลเงยหน้าถามเหล่าลูกชายที่เดินลงมาจากห้อง และนิ่งงันเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของอเล็กซ์ที่ไม่ได้เห็นมานาน ตอนนี้เข้าใจได้เป็นอย่างดีว่าอเล็กซ์พอทำใจให้หายห่วงได้หนึ่งขึ้นแล้ว เรื่องที่น่ายินดีอย่างนี้คงไม่บอกเมอร์นัวไม่ได้
“จะไปเที่ยวด้วยกันน่ะครับ พ่อลาโรงเรียนให้พวกเราด้วยนะ”
ชายหนุ่มพยักหน้าและยิ้มส่งเหล่าลูกชายที่พากันเดินออกไปจากบ้าน นึกสงสัยว่าเจ้าลูกชายตัวดีจะไปเที่ยวกันยังไงจนเมื่อได้ยินเสียงรถเคลื่อนออกไปด้านนอกรั้วบ้านราวานอฟอย่างเชื่องช้า อิลมองตาปริบเมื่อได้ยินเสียงรถของตัวเองก่อนจะถลันออกไปด้านนอกมองดูรถที่ถูกลูกชายตัวแสบชิ่งขับไปแล้ว
“เฮ้ย! แล้วฉันจะเอารถที่ไหนไปทำงานวะ”
“ยังทำตัวเหมือนเด็กอีกนะอิล อายุน่ะปาเข้าเลขสี่แล้วไม่ใช่หรือไง”
เสียงหัวเราะของเพื่อนสนิทนานนมทำให้ต้องหันไปมองอย่างอารมณ์ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก พลางสงสัยว่าเพื่อนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมตัวเองถึงไม่รู้ ไม่มีแม้กระทั่งรถ มิน่าทำไมเด็กพวกนั้นถึงไม่รู้เรื่องเหมือนกับตัวเอง
“ก็ใครมันสั่งให้เอารถฉันไปวะ” …บ่นอุบอิบเสียงเบา ท่าทางเมอร์นัวจะมาดูลูกชายตัวเองด้วยกระมังถึงโผล่มาเสียเช้าตรู่แบบนี้
“หึหึ ไปรถฉันก็ได้ จะพาไปส่งถึงที่ทำงานหรือว่าจะให้พากลับไปด้วย”
เมอร์นัวเลิกคิ้วถามเพื่อนอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเข้าไปข้างในตามคำเชิญของเพื่อน อิลยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีเพราะนานแล้วที่ไม่ได้พบกันแบบนี้
“น่าจะลากเอามัวร์มาด้วย เมื่อไหร่พวกเราจะไปสังสรรกันอีกนะ”
“รายนั้นเวลาว่างไม่ค่อยมีหรอก ทำงานเป็นพวกช่างภาพอิสระ นานทีกลับมาที่ญี่ปุ่นนี่หน แต่ก็นานเหมือนกันนะที่พวกเรามาปักหลักกันที่ญี่ปุ่นนี่”
เมอร์นัวยิ้มพลางรับกาแฟมาดื่ม อิลหัวเราะเสียงเบาก่อนจะจัดการกับอาหารเช้าของตัวเองต่อ
“ตอนนั้นที่พวกเรามาอยู่ที่นี่ยังจำได้ดีเลยว่าโคกะเป็นยังไง พอพูดแล้วทำให้นึกถึงเขานะ ตอนนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”
เมอร์นัวนิ่งเงียบเมื่อถูกเอ่ยถึงลูกชายอีกคนที่หายสาปสูญไป นี่อาจเป็นต้นเหตุของความอ่อนแออีกอย่างหนึ่งของภรรยา
“คงไม่เป็นอะไรมากมายมั้ง ป่านนี้ก็คงจะได้งานทำเรียนจบไปแล้ว”
“เฮ้ย! ไปได้แล้ว นายต้องไปส่งฉันที่บริษัทนะ แล้วตอนเย็นก็มาแวะรับฉันกลับบ้านเลย ห้ามเบี้ยวนะ”
อิลกอดคอเพื่อนลากออกไปด้านนอกทันที เมอร์นัวมองอย่างหน่ายใจ แก่แล้วยังไม่เจียมชอบทำตัวเหมือนวัยรุ่น แต่ก็มีหลายคนล่ะที่ยังเห็นพวกเขาเป็นหนุ่มอยู่ ด้วยหน้าตาเหมือนสมัยเรียนไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปทำให้อิลได้ใจ และทำตัวสนุกสนานไปวัน ๆ กลบเกลื่อนความโศกเศร้าที่สูญเสียภรรยาสุดที่รักไป และเพื่อไม่ให้ลูกชายที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวได้เป็นห่วงและเสียใจตาม
“นายนี่เป็นพ่อยอดคนเลยนะอิล”
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“อเล็กซ์มาทางนี้สิ”
จิมร้องเรียกเพื่อนหลังจากที่ลงจากรถแล้ว วิ่งตรงดิ่งไปยังทะเลสาปที่ไม่ได้มานานแสนนาน อเล็กซ์ลงจากรถอย่างเชื่องช้าและเดินตามเสียงเรียกของจิมไป ไคน์มองเพื่อนร่างบางสองคนที่เดินไปด้วยสายตาอ่อนโยน ดับเครื่องยนต์ก่อนจะเดินตามไป
“แดดตอนสายจะแรงนะ เอาผ้าคลุมไว้หน่อยดีกว่า”
ไคน์เดินมาพร้อมกับเอาผ้าคลุมให้อเล็กซ์ ร่างบางรับมาก่อนจะทำตามที่ชายหนุ่มพูด มองดูจิมที่ถอดรองเท้าลงเล่นน้ำไปเรียบร้อยแล้ว ไคน์มองดูเพื่อนอีกคนหนึ่งด้วยสายตาที่อ่อนโยนยิ่งกว่า ภาพของจิมตอนเล่นน้ำทำให้ชายหนุ่มนึกถึงตอนที่พบกับจิมอีกครั้ง
ตอนนั้นร่างนั้นยังคงเล็กและขาวยิ่งกว่านี้ ยังไร้เดียงสากว่านี้และถูกหลอกได้ง่ายมากกว่านี้ ความทรงจำหลายอย่างผุดขึ้นมาในหัวให้นึกถึง วันเวลาเก่า ๆ แล่นผ่านเข้ามาทำให้ชายหนุ่มต้องยิ้ม อเล็กซ์เองตอนนี้ก็ดูผ่อนคลายไปเยอะพอควร หวังว่าครั้งนี้อาจจะทำให้อเล็กซ์เปิดใจได้มากขึ้น
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

สายลมเย็นพัดผ่านให้จิตใจเบิกบาน ความรู้สึกซึมเศร้าและขุ่นมัวด้วยปัญหานานัปการดูจะถูกยกเก็บไปไว้ที่อื่นหมดแล้ว สายน้ำเย็นฉ่ำที่สัมผัสได้ทำให้จิตใจกระชุ่มกระชวย น้ำใสจนเห็นปลาตัวเล็กเวียนว่ายขึ้นมาตอดนิ้วมือที่จุ่มลงไป
เสียงฝีพายตวัดจ้วงน้ำดังแผ่วเบา สถานที่แห่งนี้มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น สถานที่ที่ไม่ค่อยมีใครผ่านมาและผ่านไป สถานที่เพียงแห่งเดียวที่เป็นความทรงจำของพวกเขา
“คิดถึงตอนเก่า ๆ นะไคน์ จิม”
อเล็กซ์เปรยเสียงเบา มือกวักน้ำในทะเลสาปเล่น โดยมีไคน์และจิมคอยพายเรือให้ ไคน์และจิมพยักหน้ารับและยิ้มให้กัน เพื่อนเพียงคนเดียวที่อยากปกป้องและทนุถนอม อยากให้หน้าที่หมองเศร้าขณะนี้แปรเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเดิม
“เราก็ยังเป็นแบบเดิมได้นะอเล็กซ์ หากนายต้องการ” จิมพูดเสียงเบามองดูอเล็กซ์ที่นิ่งเงียบ ร่างบางหลับตานิ่งนึกถึงเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ ที่ผ่านมา
อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิมแต่หากฝันร้ายยังคงอยู่ก็ไม่สามารถที่จะแปรเปลี่ยนตัวเองได้ สายตาที่จับจ้องของเชสก็เกินทนแล้ว หวาดกลัวกับสายตานั้น แต่ก็มีแรงดึงดูดมหาศาลที่ไม่สามารถผละละจากไปได้ ทำไมคนคนนี้ถึงเข้ามามีอิทธิพลกับอเล็กซ์ได้ขนาดนี้นะ ร่างบางหลับตานิ่งพยายามกลั่นหาคำพูดมาตอบเพื่อน ให้เพื่อนที่แสนสำคัญทั้งสองรับรู้ว่าเขาจะต้องเข้มแข็งขึ้นมาให้ได้
“รอนะ สักวันบางทีฉันอาจจะผ่านเวลาแบบนี้ไปได้ รอวันที่ฉันจะเข้มแข็งได้ด้วยตัวเอง”
“แน่นอน พวกเราจะรอ”
ไคน์ยิ้มขึ้นก่อนเอื้อมมากุมมือบอบบางของอเล็กซ์และจิม พวกเขาคงจะเป็นเพื่อนแท้ที่หาไม่ได้อีกแล้ว วันเวลานี้คงจะเก็บไว้ในส่วนหนึ่งของความทรงจำ และคำสัญญาก็จะยังคงประทับอยู่ในใจเหมือนดังเช่นวันวาน
“อืม……แต่ว่าตอนนี้พวกที่เอริมากิจะเป็นยังไงบ้างนะ”
ไคน์และจิมหัวเราะแห้งเมื่อนึกขึ้นมาได้ พวกเขาลืมไปเลยว่าได้ทิ้งงานมากมายไว้ให้กับคนที่เหลืออยู่ พอนึกขึ้นมาก็หนาวสันหลังวูบกับคำด่าของไนท์ และสายตาอาฆาตของเหล่าสมาชิกชั้นปีที่ 1 ห้อง A อเล็กซ์หัวเราะเสียงเบา น้ำเสียงนั้นทำให้เหมือนกับเทวดาจำแลงกายที่มาแกล้งพวกตนเสียจริง
“เป็นอะไรกันงั้นเหรอ ไคน์ จิม” หน้าตายที่แกล้งขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ ทำให้ไคน์และจิมหัวเราะไม่ออก
“เอ่อ เที่ยงแล้วนะ ไปหาของกินกันเถอะ”
ไคน์พยักหน้าให้จิมวกหัวเรือกลับเข้าสู่ฝั่ง อเล็กซ์หัวเราะเสียงเบาก่อนจะขึ้นฝั่งเมื่อเรือเทียบท่าแล้ว เดินนำหน้าไคน์และจิมไปยังรถเพื่อไปกินอาหารภัตตาคารที่ไคน์ว่าไว้ จิมบ่นพึมพำเสียงเบาราวกับขับกล่อมตัวเองไม่ให้รู้ซึ้งถึงนิสัยน่ากลัวของอเล็กซ์ที่ตัวเองเคยเจอตอนเด็ก
“ถ้าอเล็กซ์เป็นเหมือนเดิมพวกเราคงได้กลับไปแย่แน่”
“งั้นระหว่างที่อเล็กซ์เศร้ากับอเล็กซ์ร่าเริงนายจะเอาแบบไหน” จิมย้อนถามเสียงเบา กระซิบกระซาบกับร่างสูงที่เดินเคียงข้าง
“ก็ต้องเอาร่าเริงสิ แต่นายอยากให้อเล็กซ์แกล้งแบบเหมือนเมื่อตอนนั้นเหรอ ฉันยังจำได้ดีเลยนะ กับดักตอนนั้นน่ะทำเอาเลือดลมไหลไม่ทั่วร่างเลย”
ไคน์กระซิบตอบกลับเสียงเบาเหมือนกัน มองดูจิมที่หัวเราะแห้ง ฝีมือครั้งนั้นก็คือจิมเอง แต่ตัวต้นคิดน่ะแน่นอนว่าเป็นอเล็กซ์
“หรือว่าพวกเราจะให้อเล็กซ์กลับไปเป็นเหมือนเดิมดี”
“ไคน์ จิม รีบมาเร็วเข้าสิ ฉันหิวข้าวจะแย่แล้วนะ”
อเล็กซ์หันกลับมาเรียกเพื่อน หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสมากขึ้นกว่าตอนขามามากนัก
“ไปเถอะไคน์ฉันหิวข้าวแล้ว”
จิมลากชายหนุ่มเดินตามเพื่อนที่เดินนำไปทันที ความหิวบุกจู่โจมทันทีที่อเล็กซ์ทัก จิมดูจะลืมเรื่องที่ถกไปเมื่อครู่เสียสนิท ความหิวบดบังความคิดที่มีทำให้ไคน์หัวเราะเสียงเบา ไม่ว่าอเล็กซ์จะเป็นอย่างไหน ขอเพียงอย่างเดียวให้อเล็กซ์ยิ้มและร่าเริง ไร้ทุกข์ก็ดีถมไปแล้ว
…แต่ทางด้านคนที่ไคน์และจิมทิ้งงานไว้นี่สิ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“หนอยได้เจ้าประธานงี่เง่ากับหัวหน้าบ้ามันไปไหนของมันวะ”
เสียงสบถของเหล่าคณะกรรมการนักเรียนและบรรดาเงาของสภาต่างอารมณ์เสียเมื่อผู้นำสองหน่อไม่มาโรงเรียน งานที่ไคน์รู้เรื่องคนเดียวก็ไม่ได้ฝากบอกไว้ว่าจะให้ทำยังไงต่อไป และยังจิมอีกที่มีคีย์รหัสข้อมูลที่จะเข้าแฟ้มระเบียนของโรงเรียนก็ไม่โผล่มาให้เห็น ความวุ่นวายของคณะสภานักเรียนก็ล่วงรู้ไปถึงหูของผู้อำนวยการเอริมากิด้วยความขบขัน
“หึหึ ไม่น่าเชื่อว่าพวกนั้นจะหลบหนีไปเที่ยวกันอีก”
“แต่ก็วุ่นวายพอดูเชียวล่ะ”
ซากะเอ่ยอย่างเห็นใจและต้องปลงกับความนึกสนุกของผู้อำนวยการหนุ่มไฟแรง ความคิดเสรีที่มีความกล้าและบ้าพอกันที่ตั้งกฎโรงเรียนในรูปแบบที่ไม่มีใครคิดจะกล้าเสี่ยง
…เป็นคนที่น่านับถือจริง ๆ

Chapter 4

“อืม…เพลงของอเล็กซ์นี่ไม่ว่ายังไงก็ยังเพราะเหมือนเดิมนะ” ไคน์เริ่มเปรยเมื่อได้ฟังเสียงเปียโนของอเล็กซ์
หลังจากวันนั้นมาสามวันแล้วที่ไคน์และจิมมักจะมาฟังเปียโนที่โบสถ์เก่า อเล็กซ์มีรอยยิ้มให้เห็นมากขึ้น แต่ก็แค่เฉพาะกับพวกเขาเท่านั้น กับพวกในห้องก็ยังคงเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกมันก็ได้แปรเปลี่ยนไปบ้าง เริ่มเข้าใกล้ได้ง่ายขึ้น เริ่มพูดคุยกับคนอื่นได้ง่ายขึ้น และทุกคนในห้องก็สังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของอเล็กซ์
“เออ! จริงสิบัตรงานโรงเรียนที่ขายคนนอกหมดเกลี้ยงแล้วนะ นี่ขนาดยังอีกตั้งเกือบเดือนกว่าจะถึงงานโรงเรียนนะเนี่ย”
ไคน์พึ่งนึกออกว่าบัตรขายหมดแล้วจึงพูดออกไปให้เพื่อนฟัง นึกถึงเหตุผลเดียวที่ทำให้บัตรขายหมดไวเพราะตัวโฆษณางานนี้ก็ไม่พ้นอเล็กซ์อีกเช่นเคย
“อย่ามาทำเป็นไม่รู้นะ ใครล่ะที่เป็นคนปล่อยข่าวออกไปว่าอเล็กซ์จะเข้าร่วมงานโรงเรียน”
จิมค้อนไคน์เสียงโต นี่จะเพิ่มงานหนักให้ตัวเองหรือไงกัน แค่คนในโรงเรียนก็ขัดขวางไม่รู้จักหมดแล้ว ยังต้องมาผจญศึกของคนนอกโรงเรียน ให้อเล็กซ์กลายเป็นอาหารตาได้อีก
“อ้าว! อย่าพูดอย่างนี้สิ เราต้องรู้ลู่ทางในการขายนะ เป็นเพราะว่าทุกคนอยากดูอเล็กซ์ขึ้นเวทีอีกครั้งหนึ่งต่างหาก นายก็ได้ดูใช่มั้ยล่ะ สมัยม.ต้นน่ะ ทุกคนต่างถูกอเล็กซ์ดึงดูดไว้หมด การรำครั้งนั้น ทั้งฉันและนาย…ฮะฮะฮะ ต้องขอบคุณอเล็กซ์จริง ๆ”
ไคน์ทำสายตาจริงจังเมื่อพูดถึงการแสดงของอเล็กซ์ แล้วก็ปล่อยก๊ากออกมาทำให้จิมต้องแหวใส่ไคน์
“นายอยากให้อเล็กซ์โดนลวนลามทางสายตาหรือไง” จิมค้อนกลับอีกรอบ ทำท่าจะอัดเพื่อนบ้าสักหน แต่ไคน์ก็หลบทัน
“เรื่องอะไรจะยอมให้ทำ ฉันก็อาละวาดนำไปก่อนไงล่ะ ว่าห้ามแม้แต่คิดจะทำ ไม่งั้นก็คงจะรู้กันดีล่ะว่าชะตาของคนที่บังอาจมันจะเป็นยังไงต่อไป”
ไคน์ตอบกลับเสียงระรื่น ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรด้วยเลย แต่กับคำตอบนั้นจิมก็ไม่อยากจะเห็นด้วยเท่าไหร่หรอก เพราะตัวเองก็ต้องลงงานด้วยคงไม่มีเวลาว่างไปอาละวาดนำอย่างที่ไคน์ว่าแน่
“ไม่เป็นไรหรอก นั่นเพราะฉันบอกจะทำเองต่างหาก”
อเล็กซ์หัวเราะเมื่อเห็นท่าทางของเพื่อน จิมมองดูอเล็กซ์อย่างอ่อนใจ คนคนนี้ไม่รู้สึกเลยหรือไงนะว่าตัวเองน่ะเด่นเหลือเกิน แต่ก็คงลืมไปด้วยเหมือนกันว่าตัวเองก็เด่นไม่แพ้อเล็กซ์ หากไม่มีฉายาจอมอาละวาดบดบังไว้ จิมก็ต้องกลายเป็นที่หลงใหลไม่แพ้อเล็กซ์แน่นอน
“งั้นคราวนี้จะรำอะไรล่ะ” จิมถามแต่ก็ยังไม่เลิกจ้องมองไคน์ตาเขม็ง ชายหนุ่มต้องหุบยิ้มทำสีหน้าจริงจังเต็มที่
“รำเซจิมัย”
“งั้นก็ต้องชุดนั้นสินะ”
ไคน์กับจิมพูดออกมาพร้อมกันเมื่อรู้ว่าอเล็กซ์จะรำอะไร แล้วทั้งสามคนก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ทำไมถึงได้รู้ใจกันขนาดนี้นะ เพื่อนดี ๆ แบบนี้หาไม่ได้อีกแล้วล่ะ พวกเขาพร้อมที่จะเป็นเพื่อนแท้และเพื่อนตายให้กันได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ เลย
ทางด้านนอกของโบสถ์มีสถานที่หนึ่งที่สามารถมองเห็นห้องที่ตั้งเปียโนอยู่ได้ และมีสายตาหนึ่งจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มสามคนที่หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน สายตาคมกริบเจ้าของดวงตาสีท้องฟ้ายามกลางวันดูสวยงาม สายตานั้นจับจ้องอยู่ที่อเล็กซ์ด้วยประกายตาบางอย่าง ความรู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยน มองการกระทำตั้งแต่ต้นจนจบก่อนจะยิ้มขึ้นที่มุมปาก
“นายมีเพื่อนดีนะอเล็กซ์ ต่อแต่นี้ไปนายคงจะเข้มแข็งขึ้นได้อีกแน่”
เสียงทุ้มนุ่มพร้อมแววตาอ่อนโยนยามที่จ้องมองอเล็กซ์ ไม่ว่าจะมองเมื่อไรสายตานั้นก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย ยังคงห่วงหา อาทร และห่วงใยร่างบางเสมอมา ไม่ว่าจะจากไปนานเพียงไรแต่ก็มักจะกลับมาหาคนที่รักที่สุดเหมือนเดิม
…น้องชายสุดที่รัก
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“ไงจิมกลับมาแล้วเหรอ”
“เออ แต่ถามหน่อยเถอะทำไมพวกนายถึงต้องมองค้อนฉันวะ”
จิมมองหน้าเพื่อนด้วยท่าทางเหนื่อยใจ เมื่อไหร่พวกนี้จะเลิกมองค้อนเขาเสียทีนะ มองไปมองมาก็กลายเป็นสายตาอาฆาตเสียอีก หนาวสยองชะมัด
“แน่ใจนะว่าไม่รู้” อาสึกะห้องข่าวพูดประชดขึ้นมา ทำเสียงแหลมกรีดเย็นเสียจนจิมขนลุก
“เอ่ออ…แล้วอเล็กซ์ล่ะ”
เริ่มเหงื่อตกเมื่อนึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมา ตัวเองที่เป็นต้นเหตุให้งานล่าช้าลง แถมยังลืมบอกรหัสเข้าระเบียนของโรงเรียนเลยเป็นเรื่องวุ่น เพราะจิมเปลี่ยนรหัสเข้าระเบียนใหม่เลยทำให้ยุ่งยากกันเป็นแถว กว่าจะถอดรหัสได้เล่นเงาแทบจะลงแดงตาย ขนาดซากะที่ได้ชื่อว่าเก่งรองลงมาจากไคน์แล้วยังต้องใช้เวลาทำร่วมชั่วโมง จิมเมื่อเห็นจวนตัวว่าโดนแน่ก็เลยลากอเล็กซ์เข้ามาเกี่ยวด้วย
“อเล็กซ์ไม่สบายเลยลาหยุดต่างหาก เนอะ”
อาสึกะยิ้มหวานแล้วหันขวับมองจิมด้วยสายตาที่แตกต่างออกไป จิมเงียบกริบหาข้อแก้ตัวไม่ได้ ขืนพูดต่ออาจจะโดนยัดอีกข้อหาก็ได้ ใครจะไปรู้
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“อ้าว นี่นายก็โดนด้วยเหรอ”
ไคน์เข้ามาทักจิมเมื่อเจอบรรยากาศมาคุจากอาสึกะ และอาจจะมาจากหลายคนที่รวมตัวกันอยู่ในห้อง เพียงแต่ไม่ได้เปิดเผยก็เท่านั้น จิมยิ้มแหยและหันไปหาไคน์ด้วยท่าทางงุนงง
“หมายความว่าไง”
“อย่าว่าแต่นายเลย ฉันก็โดนพวกในสภารุมประชาทัณฑ์เหมือนกัน เฮ่ย อาสึกะโอ๋อเล็กซ์มากไปไม่ดีนะ โอ๋ฉันมั่งไม่ได้รึไง” ไคน์บ่นให้ฟังแล้วหันไปทำตาเจ้าชู้ใส่อาสึกะ จิมกระตุกหน้าขึ้นและจ้องไคน์เขม็ง
“ให้จิมโอ๋แทนดีกว่ามั้ง ไคน์”
หญิงสาวหัวเราะเสียงเบาเมื่อเห็นอาการของจิม ทำตาเจ้าเล่ห์ใส่ชายหนุ่มก่อนจะปล่อยอเล็กซ์ให้เป็นอิสระหลังจากที่ยึดตัวมานาน จิมที่ได้ยินก็ทำท่าจะกระโจนเข้าใส่อาสึกะแต่ยังดีที่อเล็กซ์เอ่ยปากห้ามไว้ก่อน
“จิมทำงานให้เสร็จก่อนเถอะ อย่าพึ่งไปบีบคออาสึกะเลย ไคน์ต้องเข้าประชุมเรื่องงานโรงเรียนไม่ใช่รึไง”
อเล็กซ์ตัดบทก่อนที่จะวุ่นวายไปมากกว่านี้ด้วยเสียงที่ยังเย็นชาเหมือนเดิม ส่วนหน้าตาน่ะเหรอรู้สึกจะร้ายขึ้นซะด้วยซ้ำ ร่างบางหัวเราะเสียงเบาก่อนจะเดินหลบฉากออกไป ปล่อยให้ไคน์และจิมมองเพื่อนตัวเองตาค้าง
“เนี่ยนะที่ว่าดีขึ้น”
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“มองไม่วางตาเลยนะเชส”
ชีลกระซิบกับน้องชายเสียงเบา ตั้งแต่อเล็กซ์ขาดเรียนไปเชสก็ทำเหมือนว่าใจไม่ได้อยู่ติดตัว เฝ้าตามหาคนที่ไม่มาเสียจนหญิงสาวต้องปล่อยเลยตามเลย พอมาตอนนี้กลับทำหน้าไม่ชอบขี้หน้าเหมือนเดิม อยากบอกให้ชายหนุ่มรู้เหลือเกินว่าให้มองดูตัวเองหน่อยว่ากำลังคิดอะไรอยู่หรือเปล่า
“ใครมองไม่วางตา” เชสทำเป็นไม่สนใจ หันกลับไปทำงานของตัวเองต่อ หญิงสาวพ่นลมขึ้นจมูกอย่างหมั่นไส้
“ก็เธอน่ะแหละ จะเป็นใครเสียอีกล่ะ” ไม่พูดดังมากนักเพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นจุดสนใจ แต่หญิงสาวก็ไม่อยากจะงุบงิบพูดแบบนี้เลย มันขัดกับนิสัยยังไงไม่รู้
“แล้วฉันมองอะไรล่ะ” นั่นยิ่งทำให้ชีลอยากจะตะโกนใส่หูน้องชายเสียจริง
…ไม่ยอมรับเลยนะ หญิงสาวบ่นอุบอิบ
“เฮอะ ถ้าไม่อยากยอมรับก็ตามใจล่ะ ฉันขี้เกียจยุ่งด้วยแล้ว มองดูดีกว่าสนุกกว่ากันเยอะ”
หญิงสาวยิ้มร่ามองดูน้องชายที่ทำหน้าเหนื่อยอ่อนใจ เชสส่ายหน้าไม่มองและไม่สนใจหญิงสาว หากสนใจล่ะก็เขาคงได้บ้าตายก่อนแน่ อยากให้คนที่ทำให้หญิงสาวเรียบร้อยได้มาอยู่ตรงนี้เสียเหลือเกิน เขาจะได้ไม่ต้องมาหนักใจอย่างนี้
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“ผู้อำนวยการคะ มีคนมาขอพบค่ะ”
เสียงจากเครื่องโทรศัพท์ทำให้เมอร์นัวละออกมาจากแฟ้มเอกสารอย่างสงสัย กดเครื่องตอบรับและมองดูเวลาบนผนังที่บอกว่าใกล้ค่ำแล้ว จะเป็นอิลก็คงไม่ใช่เพราะรายนั้นบอกให้ไปรับตอนสองทุ่ม
“ใครล่ะ”
“คุณไคน์ ราวานอฟกับคุณจิม แอนเดอร์สันค่ะ”
“งั้นรึให้พวกเขาเข้ามาเลย”
เมื่อรู้ว่าเป็นใครที่มาหา เมอร์นัวก็ตอบรับด้วยท่าทางกระตือรือร้นและให้รีบเชิญแขกเข้ามาโดยไว ชายหนุ่มลุกขึ้นต้อนรับแขกรุ่นลูกด้วยท่าทางดีใจ
“สวัสดีครับ คุณลุง ไม่เจอกันตั้งนานนะครับ” ไคน์ทักผู้ที่สูงวัยกว่าด้วยความนบนอบ
จิมและไคน์ยิ้มให้กับเมอร์นัวก่อนจะเริ่มต้นบทสนทนาทักทายกันด้วยความคิดถึง เมอร์นัวที่ไม่ได้เยี่ยมมานาน รูปลักษณ์เป็นอย่างไรก็ยังเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน หน้ามนขาวของเมอร์นัวดูเหมือนจะไม่แก่ขึ้นเลยทำให้เด็กหนุ่มมองด้วยแววตาระคนสนเท่ห์ หน้าแบบนี้ถ้ามองให้ดีแล้วก็คล้ายอเล็กซ์เสียเหลือเกิน แต่ความจริงน่าจะบอกว่าอเล็กซ์คล้ายเมอร์นัวเสียมากกว่า
“คุณลุงครับ พวกผมคงหมดความหมดความอดทนแล้วล่ะครับ ผมอยากให้คุณลุงจัดการขั้นเด็ดขาดสักที เพื่ออเล็กซ์นะครับ”
จิมขัดขึ้นมาอย่างหมดความอดทนเมื่อไม่เห็นเพื่อนเริ่มเข้าสู่จุดประสงค์ที่มาเสียที เมอร์นัวนิ่งเงียบมองดูเพื่อนลูกชายด้วยประกายตาบางอย่าง
“เรื่องแผลนั้นใช่มั้ย”
“คุณลุงทราบ” จิมอุทานเสียงเบาที่เมอร์นัวเองก็รู้เรื่องแผลนั้นเหมือนกับพวกเขา
“งั้นแล้วทำไมไม่จัดการซักทีล่ะครับ”
ไคน์เริ่มขึ้นเสียงเมื่อยังเห็นเมอร์นัวนิ่งเฉย พวกเขาน่าจะฉุกคิดได้ว่าคนใกล้ตัวอเล็กซ์อย่างเมอร์นัวน่าจะรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่นี่เมอร์นัวกลับไม่ได้ทำอะไรเลย ได้แต่เฝ้ามองดูลูกชายตัวเองให้ทนทุกข์ทรมานอยู่ในฝันร้ายแบบนี้
“นั่นคือความต้องการของอเล็กซ์ ถ้าอเล็กซ์ไม่บอก ฉันก็ทำอะไรไม่ได้ พวกเธอก็น่าจะรู้ดีนี่ ว่าเขาเคยปริปากพูดถึงเรื่องนั้นสักครั้งไหม ขนาดฉันเป็นพ่อฉันยังทำอะไรไม่ได้เลย”
ในความเรียบเฉยหากสังเกตให้ดีก็จะรู้ดีว่าน้ำเสียงของเมอร์นัวสั่นเครือไม่แพ้กันยามเมื่อนึกถึงลูกชาย อยากให้ลูกได้บอกความในใจแต่อเล็กซ์ก็ไม่เคยคิดจะทำ หรือว่าอเล็กซ์คิดว่าเขาไม่ใช่พ่อนั่นทำให้เมอร์นัวคิดตลอดมา
“งั้นเราจะทำอะไรไม่ได้เลยหรือไงกันครับ”
จิมเองก็รู้สึกเห็นใจเมอร์นัว อเล็กซ์ไม่เคยแม้แต่จะบอกใครอย่างที่เมอร์นัวว่า จะมีวิธีใดที่จะทำให้อเล็กซ์เปิดใจให้กับพวกเขาได้บ้าง
…จะมีบ้างมั้ย
ในห้องทำงานของเมอร์นัวเงียบกริบลงเมื่อไม่มีใครคิดจะพูดอะไร นึกถึงแต่อเล็กซ์ที่ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมา ปล่อยให้คนที่คอยเป็นห่วงนั่งคับแค้นใจทำอะไรไม่ได้ ไม่สามารถแม้แต่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้เมื่อมือนั้นไม่ยื่นขึ้นมาให้พวกเขาฉุด
อยากจะรอดั่งที่อเล็กซ์ว่า แต่มันจะเป็นเมื่อไหร่ที่อเล็กซ์จะทำ จะเป็นเมื่อไหร่ที่อเล็กซ์จะเปิดใจ หรือต้องรอให้ใครที่อเล็กซ์รอคอยมานานเปิดใจให้ ได้แต่รอทั้งที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่วันนั้นจะมาถึง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“ไม่กลับบ้านรึไง อเล็กซ์”
เสียงที่ทักขึ้นทำให้อเล็กซ์หันขวับทันควัน และหน้าซีดเผือดลงเมื่อคนที่เอ่ยทักนั้นเป็นใคร น้ำเสียงและแววตาที่จ้องมองมาทำให้อเล็กซ์หวาดระแวง ร่างบางพยายามกักเก็บความระแวงระคนหวาดกลัวไว้ไม่ให้อีกฝ่ายได้ล่วงรู้ หากศัตรูรู้ว่าเราอ่อนแอ ก็จะเสียเปรียบได้ง่าย
“กลัวชั้นขนาดนั้นเลยหรือไงฮึ”
“นายยังไม่กลับบ้านอีกรึ เมอร์ลิน”
ถามกลับอย่างไม่มีเยื่อไย เสียงแหบสั่นพยายามปกปิดไว้ ดูแล้วช่างน่าขัน เชสยิ้มเยาะที่มุมปากนึกขำอีกฝ่ายที่พยายามปกปิดความหวาดกลัวไว้ ชายหนุ่มจัดการล็อคประตูแล้วเดินเข้าไปหาเป้าหมาย นานเหลือเกินนับจากเกิดเหตุการณ์นั้น
อเล็กซ์ตั้งท่าถอยหนีเมื่อเห็นเชสเดินเข้ามาใกล้ แต่เพราะอารามหวาดกลัวจึงไปได้แค่หลังชนกำแพงและก้าวขาไม่ออกอีก ความหวาดกลัวเริ่มตีแผ่ออกมาให้เห็นทีละน้อย เชสกระตุกยิ้มอย่างพอใจเดินเข้ามาหาอเล็กซ์อย่างเชื่องช้า ยกแขนขึ้นกันไม่ให้อเล็กซ์หนีไปไหน
“ฉันยังไม่ทำอะไรซักหน่อย กลัวไม่เข้าเรื่อง”
ชายหนุ่มเชยคางมนขึ้นให้ดวงตาสีน้ำทะเลจ้องสบตา แววตาสั่นระริกเหมือนคลื่นพายุของความหวาดกลัว หน้าคมโน้มก้มลงสัมผัสกับริมฝีปากบาง ปลายลิ้นเริ่มสอดเข้าสัมผัสกับความชุ่มชื่นภายใน สัมผัสเร่าร้อนทำให้อเล็กซ์ทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้น
เชสทรุดลงไปตามรุกเร้าต่อ อเล็กซ์ดันชายหนุ่มให้ออกห่างแต่ก็เหมือนกับไม่มีแรงที่จะทำอย่างนั้น หน้าคมซุกไปตามซอกคอ ปลดกระดุมเสื้อออกไปให้พ้นร่างขาวบอบบางทีละเม็ด
แผ่นอกแบนเรียบและเนียนขาวที่เคยทำให้เชสคลั่งอย่างลืมตัวมาแล้ว ชายหนุ่มไล้ต่ำลงเน้นรอยประทับไว้ตรงต้นคอ ดันร่างเล็กให้ชิดติดผนังไม่ให้ดิ้นไปมากกว่านี้ ปลายลิ้นอุ่นเล่นกับยอดอกที่ตั้งเด่นให้ลิ้มลอง
“ได้แผลมาอีกแล้วนะ ตอนเจอกันครั้งแรกนายก็พันแผลไว้”
เชสยกข้อมืออเล็กซ์ขึ้นมาพร้อมกับจูบแผ่วเบาที่แผลนั้น ไล้ริมฝีปากบางไล่เรื่อยไปตามต้นแขน ปลดเอาเชิ๊ตขาวให้ออกไป และประทับฝากรอยแดงไว้บนต้นแขนเล็กบอบบางอีกครั้ง
“…อะ…ย…อย่าาาา”
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

อเล็กซ์ครางเสียงเบาเมื่อเชสเริ่มไล้ลงสู่หน้าท้องแล้วไล้วนอยู่เป็นนาน ไหล่บอบบางสั่นเทาพยายามดันชายหนุ่มให้ออกไป เชสปลดเอาตะขอกางเกงออกและถอดมันออกมาจากร่างบาง เผยให้เห็นช่วงขาเรียวขาว
มือหนาไล้วนอยู่บนเข่าและลากนิ้วแผ่วเบาไปตามแนวขา เคลื่อนนิ้วอย่างเชื่องช้าวกขึ้นด้านบนสัมผัสกับส่วนอ่อนไหว อเล็กซ์กระตุกเฮือกกับมือที่สัมผัสร่างกายตนอย่างถือสิทธิ์ ขาสั่นเกร็งเมื่อชายหนุ่มขยับมือเป็นจังหวะ
ก๊อก - - ก๊อก เสียงเคาะประตูทำให้เชสชะงัก อเล็กซ์พยายามเก็บเสียงของตัวเองไว้และดันชายหนุ่มให้ออกไป เชสปิดปากร่างบางและมองเจ้าของต้นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดจังหวะการเล่นสนุกของตัวเอง ส่วนอีกมือก็เร่งเร้าร่างบางให้มีอารมณ์อยู่เช่นเดิม
“ใครอยู่ในนั้นน่ะ ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ”
“ขอโทษครับ ผมต้องทำงานให้เสร็จก่อนครับ อีกประมาณชั่วโมงนึงถึงจะกลับ”
เชสพูดตอบเสียงนุ่ม มองงานที่อยู่ตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เผยออกมาที่มุมปาก อเล็กซ์พยายามเอามือที่ปิดเสียงตัวเองไว้ให้ออกไป พลางยื้อมืออีกข้างของชายหนุ่มที่เร่งเร้าอารมณ์ให้ออกห่าง
“งั้นก็รีบซะนะ หลัง 6 โมงเย็นต้องใช้การ์ดเสียบแล้วนะ”
“ครับ ผมจะรีบจัดการให้เสร็จ”
เชสตอบเสียงเบาลง รอให้เสียงฝีเท้าเงียบลงแล้วเริ่มหันมามองอเล็กซ์ที่หน้าแดงซ่านเพราะอารมณ์กำลังจะระเบิดออกมา แต่เพราะชายหนุ่มไม่ยอมให้ไปถึงจึงแกล้งร่างบอบบางไว้
“ตัวสั่นอย่างกับลูกนกเลยนะ”
ไม่พูดเปล่า ปากก็พรมจูบไปทั่วแผ่นอกขาวแล้วประทับรอยเพิ่ม ลิ้นเริ่มไล้ลงไปเรื่อยจนถึงส่วนล่างที่เป็นส่วนอ่อนสัมผัส ปลายลิ้นเริ่มและเล็มแล้วเริ่มหาความหอมหวานจากกลิ่นกายขาว มือจับยึดสะโพกไว้ไม่ให้ขยับไปไหน อเล็กซ์ร้องครางเสียงเบาพลางหอบกระเส่า มือเรียวผลักดันเอาหน้าคมออกไป แต่ก็ไม่มีแรงแม้แต่จะขัดขืน
“อึ…ย…อย่าา…ฮ้าาา…า”
น้ำใสจากดวงตาเริ่มไหลริน แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้สนใจ น้ำขาวขุ่นล้นทะลักจนชิมความหวานไม่หวาดไม่ไหว ชายหนุ่มจับแยกเรียวขาขาวให้อ้ากว้าง ทาบทับตัวลงมา ยกสะโพกมนขึ้นก่อนจะแทรกตัวผ่านเข้าไปอย่างเชื่องช้า อเล็กซ์เกร็งตัวเมื่อได้รับสัมผัสแปลกประหลาด ร้องครางเสียงดังกับความเจ็บปวดที่ได้รับ มือเกาะกุมแกมผลักดันให้ออกไป ช่องทางคับแคบเริ่มบีบรัดร่างกายแกร่งที่แทรกผ่านเข้าไปจนเชสหายใจหอบหนัก
“อย่าเกร็งสิ เดี๋ยวจะเจ็บนะ”
เสียงแหบพร่าและลมหายใจร้อนรดอยู่ริมหู อเล็กซ์สะอื้นเสียงเบา ริมฝีปากถูกปิดประทับลง มือหนาวกเข้าที่กลางลำตัวเร่งเร้าอารมณ์ให้ร่วมด้วย เมื่อแทรกตัวผ่านได้สุดทางก็เริ่มขยับสะโพก ร่างบางกระตุกร่างตามเป็นระยะ เสียงร้องทรมานแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหอบครางแทน
เสียงลมหายใจหอบถี่ขึ้นดังจนไม่รู้ว่าเป็นเสียงของใคร จังหวะเริ่มกระชั้นขึ้นเมื่อจะถึงสุดฝั่งของอารมณ์ อเล็กซ์เกร็งตัวแน่นเมื่อชายหนุ่มทิ้งตัวช่วงสุดท้ายลงมาพร้อมกับของเหลวบางอุ่นอย่างที่อยู่ในร่างกาย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“…อึ…”
อเล็กซ์ร้องดังเมื่อเชสถอนตัวออกอย่างรวดเร็ว มือยังคงเกาะเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่น มือน้อยยังสั่นระริกเกาะกุมอยู่ไม่คลาย
“นายคิดจะปลุกอารมณ์ฉันอีกรอบรึไง อเล็กซ์” เชสจ้องมองดูร่างบางที่ยังกอดแน่นไม่ยอมปล่อย
เนื้อตัวเปล่าเปลือยแนบชิดเกือบทุกสัดส่วน ร่างกายขาวกำลังสั่นระริกและเสียงหอบกระเส่าดังเร่าให้ได้ยิน หน้าขาวแดงระเรื่อทำสายตาหยาดเยิ้ม ริมฝีปากบางเผยอสั่นเล็กน้อย ทำให้อารมณ์ที่สงบลงไปถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง
ชายหนุ่มเชยคางมนขึ้นเพื่อให้อเล็กซ์หันมาสบตา ใบหน้าขาวยังแดงระเรื่อ ดวงตาเหม่อยังเบลอไม่ได้สติ เชสกัดริมฝีปากตัวเองก่อนจะประทับริมฝีปากลงไปอีกครั้ง ตอนแรกที่ตั้งใจไม่ได้ต้องการให้มันเลยเถิดถึงขั้นนี้ แต่เพราะสายตายั่วยวนนี้ทำให้ชายหนุ่มกำลังถลำลึก และกำลังถูกดูดจมกับร่างกายบอบบางนี้
“นายกำลังยั่วฉัน อเล็กซ์”
เสียงแหบพร่าเพราะอารมณ์ที่ร้อนแรง เชสระเบิดอารมณ์ใส่ร่างบางอีกครั้งด้วยความเร่าร้อน ดูดดื่มหาความหอมหวานที่ไม่รู้จักหมด อเล็กซ์ครางเสียงเบากับความร้อนในร่างกายที่กำลังคุกรุ่นขึ้นมา
ชายหนุ่มพลิกร่างบางให้หันไปประชันกับผนังสีขาว ไล้ลิ้นอุ่นเรื่อยไปตามแผ่นหลังเนียนขาว มือวกลงเบื้องล่างไล้เพื่อให้ร่างบางเกิดอารมณ์อีกครั้ง อเล็กซ์กระตุกร่างเร่าหลังกระทบกับอกหนาที่อยู่ด้านหลัง มือยกขึ้นทาบกับกำแพงจิกเล็บบนแผ่นปูนเพื่อระบายอารมณ์
มือหนาสาละวนวุ่นกับส่วนอ่อนไหวด้านล่าง กับริมฝีปากที่คอยทำงานให้ร่างบางเกิดอารมณ์ อเล็กซ์ครางระงมร่างกายตอบรับกับสัมผัสของชายหนุ่มไม่รู้ตัว เล็บกรีดแผ่นปูนจนเสียวลึก ชายหนุ่มรวบข้อมือบางก่อนจะไล้เลียนิ้วเรียวเพื่อบั่นทอนความเจ็บ มือวกขึ้นสะกิดเม็ดติ่งลากไล้อารมณ์ให้กระเจิง
“อึ…อย่า…ไม่เอาแล้ววว”
อเล็กซ์ร้องลั่นเมื่อทางคับแคบของตัวเองกำลังจะโดนบุกรุกอีกครั้ง สมองมึนงงกับความอึดอัดด้านหลัง ขาถูกจับอ้ากว้างขึ้นเพื่อให้ช่องทางเข้าได้สะดวก
อเล็กซ์กลั้นหายใจก่อนจะผ่อนออกมาอย่างเชื่องช้าตามจังหวะของชายหนุ่ม เพราะของเหลวที่หล่อลื่นในครั้งแรกทำให้อเล็กซ์เจ็บไม่มากมายนัก ร่างบางครางเสียงเบากับความแกร่งของชายหนุ่ม ร่างบางเบิกตาโพลงเมื่อเชสเริ่มขยับสะโพก จังหวะเริ่มร้อนแรงขึ้นจนอเล็กซ์ทนรับแทบไม่ได้
“อาาาาา…….อ๊าาาาาาา…….า”
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“อเล็กซ์…”
เชสกระซิบเรียกเสียงเบากับร่างที่พิงซบอกหนา ชายหนุ่มเชยหน้ามนขึ้นมองอเล็กซ์สลบไสลไปเสียแล้ว ชายหนุ่มกระตุกยิ้มขึ้นก่อนจะอุ้มร่างบางไร้อาภรณ์ขึ้นมา จำได้ว่าห้องข้างในเป็นห้องไว้ใช้พักผ่อนสำหรับพวกคณะกรรมการนักเรียน และมีห้องน้ำอยู่ข้างในด้วย
เชสอุ้มร่างบางเข้าไปในห้องน้ำทำความสะอาดร่างกายขาวที่มีคราบอารมณ์เปรอะเปื้อนเต็มตัว สัมผัสที่ได้ครั้งนี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกประหลาด ดวงตาสีน้ำทะเลคลั่งที่ปรือมองดูยั่วเย้า ร่างกายหอมหวานจนยากจะปล่อยให้หลุดไปจากมือได้ เชสลูบไล้หน้ามนด้วยสัมผัสแผ่วเบาก่อนจะชักมือกลับ
…รู้สึกอะไรกับอเล็กซ์หรือไงกัน
“ใครรู้สึกกับใครนะ” เชสพึมพำเสียงเบามองดูคนที่ตัวเองบ่นถึง
…ใช่นายรู้สึกบางอย่างกับอเล็กซ์แล้ว ไม่งั้นคงไม่มายุ่งด้วยหรอก ไม่จ้องมอง ไม่ไล่สายตาตามไป
“หึ บ้าไปแล้ว ฉันนี่นะ ฉันที่เป็นถึง……”
ชายหนุ่มหยุดคำพูดสุดท้ายไว้ คนอย่างเขานี่นะที่สนใจคนอื่นด้วย นับแต่ที่เกิดมาไม่เคยเลยที่จะมีความรู้สึกแบบนี้ แต่มันเป็นเพราะสายตายั่วเย้าและร่างกายเย้ายวนนี่ไม่ใช่หรือไง
…ไม่ นายไม่ได้โดนยั่วได้ง่ายขนาดนั้น แต่มันเป็นเพราะอะไร
“ไม่ค่อยเข้าใจเลยแฮะ แต่ฉันจะทำตามที่ฉันต้องการล่ะ”
เชสจ้องมองอเล็กซ์นิ่ง ก่อนจะพาร่างบางขึ้นจากอ่างน้ำ เช็ดตัวด้วยผ้าขนหนูก่อนจะจัดแจงใส่เสื้อผ้าให้อเล็กซ์อีกครั้ง จัดการทำความสะอาดร่องรอยที่ชายหนุ่มเป็นคนทำไว้ก่อนจะอุ้มอเล็กซ์ออกไปจากห้องของคณะกรรมการนักเรียน
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“อ้าว! เด็กนั่นเป็นอะไรน่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ แค่หน้ามืดเท่านั้น”
เชสตอบเสียงเบามองดูอเล็กซ์ที่คนจะยังไม่รู้สึกตัวไปอีกนานแน่ หัวเราะเสียงเบาเมื่อนึกถึงเรื่องที่จะกระทำต่อไป แต่อีกฝ่ายดูจะไม่ได้สังเกตเห็นปฏิกิริยาของชายหนุ่ม กระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือเชสเต็มที่
“งั้นเดี๋ยวฉันจะไปเรียกแท็กซี่ให้นะ”
“ขอบคุณครับ”
เชสรออยู่ครู่หนึ่งก็มีแท็กซี่มาจอดรอ ชายหนุ่มอุ้มร่างบางขึ้นรถก่อนจะบอกสถานที่ปลายทางที่ให้ไปขับส่ง แววตาสีน้ำเงินเข้มกำลังเตรียมวางแผนที่จะเอาอเล็กซ์มาเป็นของตัวอย่างสนุก ใช่แล้วล่ะ สิ่งไหนที่ชายหนุ่มต้องการก็อยากจะได้มา ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีความรู้สึกเช่นไรกับคนที่นอนสลบไสลอยู่เคียงข้าง รู้แต่เพียงว่าต้องการ
…แค่นั้นก็เกินพอ
“ยังไม่พอหรอกนะ อเล็กซ์”
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“อเล็กซ์ยังไม่กลับมาอีกงั้นเหรอ”
เมอร์นัวชะงักเมื่อกลับมาถึงบ้านก็พบกับบุคคลที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอ สายตามองเข้าไปข้างในเมื่อเห็นว่าข้างในเงียบสนิท ไม่มีวี่แววของลูกชายให้เห็น
“มาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ ไหนบอกว่าจะไม่มาที่นี่ไงล่ะ”
ถามเสียงให้เรียบที่สุด แต่ก็คงทำไม่ได้กับคนที่ตัวเองรู้จักและสนิทที่สุดในสมัยอดีต และก็เป็นคนที่หักหลังตัวเองได้อย่างเจ็บปวดที่สุดเช่นกัน
“ฉันจะมาดูความเป็นไปของตระกูลไม่ได้เลยหรือไงกัน โทปาซเหลือแค่นายกับฉัน รวมถึงโคกะและอเล็กซ์ ช่างเข้าล็อคเสียจริงนะ”
ร่างสูงเมื่อพ้นจากเงามืดกระทบกับแสงจันทร์แล้วทำให้เห็นได้ชัดว่าแขกที่มาเยือนยามวิกาลหน้าเหมือนกับเมอร์นัว เพียงแต่หน้านั้นคมเข้มมากกว่าเมอร์นัว
“ใช่เราเหลือกันแค่นี้”
เมอร์นัวพึมพำเสียงเบามองดูพี่ชายร่วมสายเลือดของตัวเองและเป็นอีกครึ่งหนึ่งของร่างกาย เพราะเป็นคนที่มีสายเลือดร่วมกันทำให้เมอร์นัวไม่สามารถโกรธแค้นคนตรงหน้าได้ ทั้งที่ชายหนุ่มทำให้เมอร์นัวเจ็บปวดมามากมาย
“เคย์โกะล่ะ” เมอร์นัวกระตุกหน้าขึ้นมองอย่างไม่เชื่อหูว่าจะมีชื่อนี้โผล่ออกมาจากคนคนนี้
“สุขภาพไม่ค่อยดี และยังมีโรคประสาทแบบอ่อน แต่ว่าร้ายแรง เพราะถ้ากำเริบก็อาจจะทำร้ายคนอื่นและตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมื่อคราวนั้นหรือแม้แต่จะเป็นเรื่องของโคกะก็ตามที”
เมอร์นัวตอบเสียงอ่อนก่อนจะเข้าข้างในและหาเครื่องดื่มเลี้ยงตัวเองและแขกที่มาเยือน
“แก้วร้าวกันทั้งครอบครัว”
“ก็ไม่ต้องให้ใครมาพูดย้ำและกระแทกลงไป เวอร์มิล”
เมอร์นัวพูดเสียงขุ่นเมื่อคำพูดนั้นกระทบเข้าไปในใจเต็ม ๆ ชายหนุ่มหัวเราะเสียงเบาก่อนจะกระดกเอาไวน์ลงคอรวดเดียว มองหน้ามนขาวที่ยังคงนิ่งเรียบและสงบนิ่ง อยากเห็นใบหน้านอกเหนือจากนี้เหมือนเมื่อก่อนเสียจริง
“ฉันนอนที่นี่ด้วยแล้วกัน ห้องนายนี่คงยังต้อนรับฉันอยู่นะ ไปล่ะ”
เมอร์นัวนิ่งเงียบมองดูร่างสูงขึ้นข้างบนไปอย่างเชื่องช้า ไม่รู้ว่าเวอร์มิลมาทำอะไรที่นี่ และรู้ได้ยัไงว่าเมอร์นัวพักอาศัยอยู่ที่ไหน หรือว่าชายหนุ่มรู้มาตลอดว่าเมอร์นัวทำอะไรและอยู่ที่ไหน
เมอร์นัวลุกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงรถหน้าบ้าน วิ่งถลันออกไปดูก็พบลูกชายตัวเองอยู่ในอ้อมแขนของใครบางคน เด็กหนุ่มหน้าตาคมเด่น มีบางอย่างที่แผ่ออกมาให้แตกต่างจากคนทั่วไป เมอร์นัวลูกชายในอ้อมแขนของเชสอย่างเป็นห่วงเป็นใย
“อเล็กซ์เป็นลมครับ เลยพามาส่ง”
“ขอบใจนะ คงรบกวนเธอมาก แต่ว่าฉันคงจะเชิญเธอเข้ามาบ้านไม่ได้คงไม่เป็นไรนะ”
เชสพยักหน้ารับถึงแม้จะสงสัย มองดูเมอร์นัวที่อุ้มอเล็กซ์เข้าบ้าน สายตามองไปบนบ้านก็พบกับสายตาคมกริบของใครบางคนจ้องมองมา แต่เงานั้นก็หายลับไปเมื่อเชสรู้สึกตัว เชสนิ่งเงียบเพราะเหมือนกับว่าได้ยินเสียงหัวเราะที่ดังแว่วแผ่วมา
…ทิ้งไว้เพียงแต่เงาหลอนด้านหลัง หนีห่างจากเงาที่เคลื่อนตัวตามมาไม่ลดละ หนีเท่าไรก็ไม่พ้น ฝันร้ายที่เฝ้าติดตามเหมือนเงา

Chapter 5

“ทำไมต้องลากพวกฉันมาลำบากด้วยฟะ แค่งานกู้ข้อมูลยังไม่พออีกหรือไง”
จิมบ่นพึมพำเสียงเบา มองดูเหล่าแขกเหรื่อที่มางานโรงเรียนของเอริมากิด้วยใจจดใจจ่อให้ถึงวันนี้โดยไว สิ่งที่ทุกคนต่างพากันคาดหวังก็คืออเล็กซ์ โทปาซ คนที่ถูกเลื่องลือทั้งคนนอกและคนใน แรงดึงดูดประหลาดที่ต่างพากันให้ทุกคนได้หลงใหล
“โธ่ ลำบากมาด้วยกันแล้วก็ช่วยกันหน่อยสิ อย่างกแรงงานตัวเองนักเลยน่า จิม”
คำพูดคุ้นหูนี่มันกวนสันหลังเสียจริง จำได้ว่าอเล็กซ์ก็พูดแนวนี้ แต่พอมาได้ยินไคน์พูดก็ทำให้จิมรู้สึกว่าตัวเองมีน้ำโหขึ้นมา
“มันเรื่องของแกเว้ย!! พวกฉันไม่ใช่มดงานนะ ต้องมาช่วยงานแก แล้วงานของห้องฉันล่ะ”
“เฮ้ย!! จิม เพลาปากบ้าง เดี๋ยวต้องเก็บแรงเก็บเสียงไว้แสดงละครนะ” แต่ละคนรีบปรามอย่างระอา จะมีวันไหนที่สองคนนี่จะไม่ทะเลาะกันบ้างมั้ยฟะ ถ้าถึงวันนั้นเมื่อไหร่โลกคงสงบขึ้นเยอะ
“พวกใช้กำลังอย่างเดียวมันก็เป็นงี้แหละ”
ปากวอนหาที่ตายของไคน์ก็เริ่มทำงานอีกครั้ง ไอ้นิสัยที่ชอบจุดระเบิดคนนี่คงแก้ไม่ได้ไปจนตาย คำพูดของชายหนุ่มจุดระเบิดจิมได้เห็น ๆ หน้ามนเริ่มทำหน้าเหี้ยมทำเอาแต่ละคนที่อยู่ในรัศมีของจิมต้องพากันรีบหลบจ้าละหวั่น
“งั้นแกก็มาเป็นที่ระบายกำลังของฉันหน่อยแล้วกันนะ”
พูดเสียงเหี้ยมบีบมือดังกรอบให้ได้ยินดังชัด พูดเสร็จก็เริ่มลงมือหาที่ระบายอย่างที่ว่า ส่วนไคน์ก็เริ่มวิ่งหนีอย่างสนุกไม่กลัวเกรงเลยว่าหากถูกจับได้จะเป็นยังไง
“เฮ้ย! ใครก็ได้หยุดจิมไว้ที๊…เดี๋ยวของก็พังหมดร๊อกกกก……”
หลายคนต่างร้องเสียงหลง และหลบหมัดมั่วของจิมที่สุ่มไม่เลือกคนกันวุ่น ไม่มีใครอยากโดนหมัดจิมมากนักหรอก ขานั้นไม่มีใครกล้าเสี่ยงด้วยเพราะจิมเป็นจอมอาละวาด มองไคน์ที่หลบหลีกพลางหัวเราะอย่างสนุกเหมือนเล่นวิ่งไล่จับแบบเด็ก และส่ายหน้าอย่างระอาใจกับนิสัยของไคน์ที่ชอบยั่วโมโหจิม
‘มันไม่เดือดร้อนเลยรึไงวะ’
และสิ่งที่กังวลก็เป็นจริงเมื่อไคน์เสียหลักสะดุดขาตัวเองลมลงไปกองกับพื้น จิมยิ้มเหี้ยมก่อนจะถลาไปหาไคน์ทันทีทันควัน แต่ละคนต่างหลับตาปี๋ไม่กล้ามองประธานหนุ่มรูปหล่อต้องหน้าช้ำเพราะหมัดเพียงหมัดเดียวของจิม
‘คราวนี้มันเสร็จแน่’
“เฮ้ยยย!!!…”
ไคน์ร้องอุทานเสียงดังเมื่อมีมือหนึ่งเข้ามารับกำปั้นจิมแทนไคน์ เสียงร้องของไคน์ทำให้ทุกคนเหลือบตาขึ้นมอง และก็งุนงงเมื่อคนที่รับหมัดของจิมคือเชส ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนกล้าเสี่ยงขนาดนั้น และรูปร่างท่าทางของเชสก็ดูไม่เห็นเหมือนว่าชกต่อยกับใครเขาเป็น
“เล่นเป็นเด็กไปได้ ตอนบ่ายต้องแสดงละครกันนะ พวกนายรีบจัดการส่วนที่เหลือก่อนแล้วกัน เจ้าตัวปัญหา 2 ตัวนี่ฉันเคลียร์เอง”
เชสทำตาดุใส่แววตามีอำนาจหันไปสั่งงาน ทุกคนรีบกุลีกุจอกันไปทำงานของตัวเองที่คั่งค้างต่อทันที สายตาของเชสชั่วครู่หนึ่งทำให้ทุกคนไม่กล้าขัด ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ครู่นั้นเหมือนกับว่าเชสเป็นคนอื่นที่ไม่เหมือนเพื่อนพวกเขา
“นายสูงเท่าไหร่” ไคน์จ้องมองเชสครู่หนึ่งแล้วโพล่งถามออกไป เชสปรายตามองก่อนจะทำตาดุใส่
“คิดจะเปลี่ยนเรื่องรึไง”
“เปล่า ๆ สังเกตมานานแล้ว เห็นสูงกว่าอเล็กซ์เลยคิดว่าสูงพอ ๆ กับจิม” ไคน์รีบแก้ตัวทันควันเมื่อเพื่อนเข้าใจผิด ความจริงอยากจะถามอย่างอื่นมากกว่า แต่ปากมันพลั้งเผลอให้ถามเรื่องอื่นแทน
“178 จ้ะ ถึงถามไปเชสก็ไม่ตอบหรอก ถ้าอยากรู้เรื่องเชสนะถามฉันได้ทุกอย่างเลยล่ะ”
ชีลตอบแทนเชสที่ไม่ยอมพูดอะไรออกไป อีกอย่างหนึ่งก็คือเพื่อปกปิดความสงสัยของไคน์ให้คลายลงไป ดูเหมือนว่าไคน์จะเจ้าสังเกตและชอบจับผิดคนรอบข้างเสียเหลือเกิน หากรู้อะไรที่ชีลและเชสปิดบังไว้คงจะยุ่งและวุ่นพอดู
“ช…ชีล”
เชสทำสีหน้าลำบากใจขึ้นเมื่อชีลพูดแบบไม่เกรงใจใคร รู้ดีว่าพี่สาวช่วยแก้สถานการณ์ให้ แต่แบบนี้ดูจะไม่ค่อยโสภาเท่าไหร่เลย หญิงสาวแย้มยิ้มเหมือนไม่รู้สึกรู้สา
“ท่าทางเธอจะเป็นแม่มดในคราบนางฟ้านะ”
ไคน์เอ่ยเสียงหวั่นเมื่อเห็นเลา ๆ ว่านางฟ้าแสนไร้เดียงสาคนนี้จะกลายเป็นแม่มดที่มากเล่ห์ขึ้นมาเสียแล้ว
“รู้ตัวตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะจ้ะ โฮะๆๆๆ”
ชีลหัวเราะอย่างเป็นต่อ คนที่ยังอยู่แถวนั้นพอได้ยินเสียงเล็กแหลมของชีลที่เหมือนคนมากอุบายเล่นเอาอึ้งกันเป็นแถว เดี๋ยวนี้ช่างมีอะไรให้น่าอึ้งชวนสนุกเสียจริง ท่าทางชีวิตม.ปลายที่คิดว่าสุดแสนจะธรรมดานี่คงจะไม่สงบซะแล้ว
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“แต่ละห้องเข้ารายงานรอบแสดงแล้วยังไนท์”
เสียงเอาการเอางานของไคน์เริ่มดังขึ้น ไคน์เมื่อถึงเวลาก็ทำหน้าที่ได้ดี สมกับเป็นประธานแต่ก็ชอบโดดงานเล่นเอาไนท์ที่เป็นรองประธานหัวปั่น จะตามตัวแต่ละทีก็ยุ่งวุ่นวาย ต้องจัดการเองเสียส่วนใหญ่ แต่งานนี้ถ้าไคน์โดดขึ้นมาล่ะก็ คงต้องคิดบัญชีแค้นตั้งแต่ต้นจนถึงดอกให้ครบแน่
“เรียบร้อยหมดแล้ว ห้อง 1/A ปิดเป็นห้องสุดท้ายตามสลากที่จับ แล้วก็ตามด้วยชุดพิเศษของอเล็กซ์ ส่วนพรุ่งนี้จะมีงานออกร้านรับคนนอกเข้ามาไม่จำกัดจำนวน ส่วนใหญ่แล้วพวกนักเรียนจะทุ่มงานออกร้านพรุ่งนี้มากกว่า ดังนั้นงานละครจึงมีแค่บางห้องที่ลงขันอาสากันทำเอง ว่าแต่ว่าวันนี้ไม่โดดงานรึไง”
ไนท์อธิบายเสร็จสรรพ แต่ก็ไม่วายกัดประธานหนุ่มขาจิงโจ้
“รึว่าอยากให้โดด” ไคน์หันมายิ้มยียวนกวนบาทาใส่ คำตอบช่างเป็นที่น่าพอใจกับเพื่อนคู่หูเสียจริง
“ก็ลองโดดดูสิ รับรองนายไม่ได้ตายดีแน่”
ไนท์เริ่มฉายแววตาฆาตกร เล่นเอาคนที่อยู่ข้างตัวขนหัวลุก ไคน์ยิ้มแหย ลืมไปว่ารายนี้อาจจะเอาจริงได้ทุกเมื่อ เพราะชายหนุ่มมีหนี้ติดค้างไว้เยอะพอควร ไนท์คงจัดการเขาให้สมกับความแค้นที่กักเก็บมาก็ได้
“ไนท์ ช่วยมาจัดการด้านเวทีหน่อยสิ พวกสต๊าฟกำลังรออยู่”
เสียงนุ่มที่รวบมัดหัวใจไนท์ได้ทำเอาไนท์หันขวับไป 180 องศา เสียงทุ้มตอบกลับเสียหวานจ๋อยจนไคน์นึกอิจฉา
“อีก 10 นาทีมิล ขอเวลาทางนี้แป๊บนึง”
“ทีมิลนี่อ่อนยวบเลยนะ ถามทีเถอะต้อนได้ยังวะ” ไนท์หัวเราะเสียงเบาเมื่อได้ยินคำเพื่อน ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ไคน์รู้เรื่องไนท์ดีมีเหรอที่ไนท์จะไม่รู้เรื่องของไคน์
“ไม่น่าห่วงเท่าของนายมั้ง กินไม่ลงเลยไม่ใช่หรือไง”
“ขานั้นเล่นด้วยยากว่ะ ความรู้สึกช้าชะมัด แถมอะไร ๆ ก็อเล็กซ์ อเล็กซ์ ทำเอาท้อใจไปเลย”
ไคน์เริ่มบ่นเสียงหงอย ดัดเสียงนิดหนึ่งทำเอาไนท์ถอยหนีไปหนึ่งก้าว เคยมีใครบอกมั้ยนะว่าเวลาไคน์ดัดเสียงแหลมนี่ชวนให้ขนลุกเหลือเกิน ไนท์รีบปลอบเพื่อนยกใหญ่ก่อนจะได้ยินเสียงน่าขนลุกมากกว่านี้
“เออ เห็นใจว่ะ พยายามต่อไปแล้วกัน”
“ฉันคงแบนก่อนน่ะสิ” ไคน์บ่นอุบอิบทำให้ไนท์หัวเราะไม่ออก มันก็คงจริงอย่างที่ไคน์ว่าน่ะแหละ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“ว้ายยยย!!!!!!!……..”
เสียงพวกผู้หญิงร้องดังอย่างตกใจทำให้พวกผู้ชายที่เดินตามมาอย่างเชื่องช้าต้องรีบวิ่งมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น รวมทั้งไคน์ ไนท์ จิมและมิลต้องอึ้งเมื่อมาถึง จิมส่ายหน้าไม่อยากจะนึกเลยว่าตัวต้นเหตุของเสียงวี้ดว้ายนี่คืออะไร เอามือกุมขมับที่เริ่มปวดจี๊ดขึ้นมาอย่างอ่อนใจ
“จะตกใจอะไรกันนักกันหนาหา แม่คุณทั้งหลาย ไอ้พวกฉันก็คิดว่ามีอะไร ขอทีเถอะนะ ไอ้เสียงแปดหลอดของพวกหล่อนน่ะ เล่นเอาพวกเราเกือบหัวใจวายตาย…ฮึ้ยยย…”
จิมสะดุ้งเฮือกเมื่อเจอสายตาอาฆาตมาดร้ายของบรรดาสาวทั้งหลายที่เป็นเพื่อนร่วมห้อง
“ท่าทางกินไม่ลงเลยรึไง จิม” เสียงหนึ่งดังออกมาจากในห้อง นี่แหละคือต้นตอของเสียงวี้ดว้าย
ในที่สุดอเล็กซ์ก็ปรากฎตัวออกมาสักที ชุดรำลายดอกฟูจิ พื้นสีม่วงอ่อนกับใบหน้าที่มองไม่ออกว่าเป็นคนตะวันออกหรือตะวันตก ถ้าไม่หายใจก็คิดว่าเป็นภาพวาดไปแล้ว ก็คงจะบอกไม่ได้หรอกนะ แต่ก็คงไม่แปลกที่อเล็กซ์จะสร้างเสียงร้องออกมา ก็เพราะคนตรงหน้านั้นสวยราวกับคนในสมัยเฮอันหลงยุคเข้ามา นี่สินะคือแรงดึงดูดอีกอย่างหนึ่งของอเล็กซ์
เชสมองอเล็กซ์ตาค้าง ชายหนุ่มตะลึงเมื่อได้เห็นรูปลักษณ์ที่แปลกไป หน้ามนสวยภายใต้หมวกสูง ดอกฟูจิที่เหมือนกับพื้นผ้าทัดอยู่บนอกแยกเกือบไม่ออกว่ามีดอกจริงแต่งแต้มอยู่ด้วย ชีลกระตุกยิ้มขึ้นเมื่อเห็นสายตาของน้องชายที่จ้องมองอเล็กซ์ไม่วางตา
“อยากได้ก็บอกมาเถอะ เชส ไม่งั้นเดี๋ยวก็อดกันพอดี”
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“ดูเข้ากันดีนะ ผมสีท้องฟ้ากับตาสีน้ำทะเลตอนกลางคืนน่ะ” ไคน์และจิมสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินคำพูดของเชส
“นายดูออกด้วยเหรอ”
อเล็กซ์ถามเสียงหวาด ยังไม่กล้าสบตากับชายหนุ่ม เพราะเหตุการณ์เมื่อเย็นวันนั้นทำให้อเล็กซ์ไม่กล้าที่จะสบตาตรง ๆ กับเชส ชายหนุ่มกระตุกยิ้มขึ้นก่อนจะเดินไปกระซิบข้างหู
“ถ้าไม่ดูใกล้ ๆ เหมือนวันนั้นก็คงไม่รู้หรอก อเล็กซ์”
เสียงตอนท้ายเย็นเฉียบจนอเล็กซ์หนาวสันหลัง หน้ามนเริ่มแดงเรื่อเมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนรวยรินของชายหนุ่ม ความรู้สึกของเมื่อวันนั้นยังไม่จางหายไป
“กระซิบอะไรกันน่ะแต่ไม่รู้เลยนะเนี่ยคิดว่าสีเดียวกันซะอีก”
“แต่อเล็กซ์ก็คืออเล็กซ์ไม่ใช่หรือไง” ชีลยิ้มขึ้นมองดูแต่ละคนที่ยิ้มรับกับคำพูดนั้นและพยักหน้า
“ใช่ ยังไงอเล็กซ์ก็ยังเป็นอเล็กซ์และเป็นเพื่อนของพวกเรา ทีหลังมีอะไรก็บอกกันบ้างนะอเล็กซ์”
อเล็กซ์ยิ้มน้อย เป็นยิ้มในรอบเดือนที่ได้เห็นอีกครั้ง หากเพื่อนยิ้มมากขึ้นก็คงจะดีกว่านี้
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เอริมากิโรงเรียนเอกชนขึ้นชื่อ รวบรวมเอานักเรียนญี่ปุ่นและต่างชาติไว้ด้วยกัน และยังรวบรวมเด็กยอดเยี่ยมอย่างที่หาตัวจับยาก มีทั้งหมด 6 ชั้นปีและชั้นปีละ 6 ห้อง กฏระเบียบอิสระเกินกว่าจะมั่นใจได้ว่านี่คือโรงเรียน น่าหวาดกลัวว่าจะมีพวกเด็กเกเร แต่ก็เบาใจเมื่อได้รับรู้ว่าโดนเหล่าสภานักเรียนปราบเสียจนไม่สามารถผุดมาเกิดใหม่ได้อีกครั้ง หนึ่งในนั้นก็มีฝีมือของอเล็กซ์อยู่ด้วย
“จิมอย่าขยับสิ ชุดเธอน่ะแต่งยากนะ ดิ้นไปดิ้นมาเดี๋ยวก็ไม่เสร็จหรอก”
“ก็แล้วทำไมต้องแสดงเรื่องนี้ด้วยล่ะ ชุดญี่ปุ่นแต่งยากจะตาย”
จิมก็พูดไปบ่นไป หน้าก็เริ่มมุ่ยลงเรื่อย ๆ ตอนซ้อมคนที่เป็นปัญหามากที่สุดก็คือจิมนี่แหละ เล่นหนีเสียจนท้อแท้ใจแต่ก็โชคดีที่ได้ไคน์ช่วยไว้ จนจิมต้องมานั่งหน้าหงิกอยู่อย่างนี้
“นี่จิมแต่งชุดผู้หญิงแล้วยังจะปากจัดเหมือนผู้หญิงอีกนะ เอ้าเสร็จแล้ว”
ชุดลายดอกซากุระพื้นสีชมพู เมื่อถูกจัดแต่งจนเสร็จเรียบร้อยแล้วทำให้ดูดีขึ้น ใบหน้าขาวนวลที่ถูกตกแต่งด้วยเครื่องสำอางเพียงบางเบา นัยน์ตาสีเขียวดูไม่เหมาะกับวิกผมสีดำยาวเท่าไรนัก แต่ก็อนุโลมกันได้เพราะจิมเมื่อแต่งหน้าแล้ว ผู้หญิงก็ต้องชิดซ้าย พวกผู้หญิงต่างก็ร้องวี้ดว้ายในความสวยของจิม แม้แต่ไคน์ก็ยังอึ้ง รู้ตั้งนานแล้วว่าจิมนั้นสวยหวาน แต่เมื่อได้มาเห็นแบบนี้ก็ชักเสียใจที่ให้คนอื่นได้มาเห็นแบบนี้
“แม่หญิงได้โปรดตอบรับความรักของข้าด้วยเถิด”
ไคน์เดินเข้าไปสวมกอดแล้วเชยคางมนขึ้นมา จิมสบกับสายตาจริงจังของไคน์เสียจนหน้าแดงเรื่อ ชายหนุ่มกระตุกยิ้มขึ้นก่อนจะโน้มหน้าลงสัมผัสกับแก้มหอมเนียนนุ่ม อยากจะทำมากกว่านี้แต่ดูท่าบรรยากาศจะไม่อำนวยเท่าไหร่ สิ่งที่ไคน์ทำกับจิมสร้างเสียงวี้ดว้ายได้เป็นอย่างดี แต่ช่างไม่อายพวกผู้ชายคนอื่นที่อยู่ในห้องเลย
“…แก…คงอยากตายมากใช่มั้ยฮะ”
จิมหน้าแดงจัดแต่ก็ไม่รู้ว่าโกรธหรืออายกันแน่ ผลักเอาร่างสูงออกห่าง มือลูบแก้มที่ถูกสัมผัสเมื่อครู่ รู้สึกได้เลยว่าตอนนี้หน้าชามาก อยากจะซัดเจ้าบ้าตรงหน้าซักหมัด แต่ใส่ชุดนี้แล้วขยับลำบากชะมัด
“โอ๊ะ ๆ ข้ายังไม่อยากตายหรอกนะแม่หญิง” ไคน์ยังคงทำตาล้อเล่นทั้งที่เมื่อครู่ยังทำสายตาจริงจังให้เห็น
“เลิกเล่นได้แล้วน่าไคน์ จิมหน้าแดงไปถึงหูแล้ว” อเล็กซ์เดินเข้ามาสมทบพร้อมกับเอามือป้องปากหัวเราะ
“ว้าย!! มาดูเร็วเข้าพี่น้องราดัตซ์แต่งตัวเสร็จแล้ว”
เสียงวี้ดว้ายนี่เรียกร้องความสนใจได้เป็นอย่างดี ทุกคนต่างมองชีลและเชสที่เดินออกมาอย่างสง่า ท่วงท่านี่เหมาะกับบทของเหล่าเชื้อพระวงศ์เสียจริง ทำให้พวกเขาต่างนึกไปว่าชีลกับเชสนี่เป็นเชื้อหน่อขัตติยกูล
“ชีลนี่สวยจังเลยนะ ดีนะที่ผมยาวอยู่แล้วเลยไม่ต้องแต่งอะไรมาก”
“ขอบใจจ้ะ พึ่งเคยใส่ชุดอย่างนี้นะเนี่ยกลัวปล่อยไก่ออกมาจังเลย”
ชีลยิ้มหวานตอบให้กับทุกคน หัวเราะเสียงเบา ทำให้ภาพพจน์ตอนเจอกันครั้งแรกกลับมาอีกครั้ง นี่หากหญิงสาวไม่เริ่มเผยนิสัยจริงออกมา พวกเขาคงโดนหลอกไปอีกนานแสนนาน มิน่าทำไมเชสถึงทำหน้าเอือมระอา ไม่ค่อยพูดอะไรมากนักเวลาอยู่กับชีล ที่แท้ก็เพราะรู้นี่เอง เลยทำอะไรไม่ได้
“ซ้อมกันขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่ได้ก็ให้มันรู้ไปสิ”
อาสึกะแซวใส่ชีล ทำท่าฮึดขึ้นมาเพราะต่างอดหลับอดนอนเพื่องานละครของวันนี้โดยเฉพาะ มีข่าวลือวงในบอกมาว่า ถ้าหากละครเรื่องไหนถูกใจอาจารย์ท่านใด หรือแขกที่มาเข้าชมก็อาจจะได้รางวัลจากผู้อำนวยการได้
“เชสนี่เหมาะกับชุดจักรพรรดิจริง ๆ นะเนี่ย”
อาสึกะหันไปชมชายหนุ่มต่อ ฝีมืดตัดเย็นชุดนี่ต้องยกให้อาสึกะเลยล่ะ เพราะหญิงสาวเป็นคนออกแบบ เลือกสีผ้าและลายผ้าทุกอย่าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่หญิงสาวยังอดสงสัยไม่ได้เมื่อได้มองหน้าเชสอย่างละเอียดถี่ถ้วน
“…เอ่อ ชีล…เชสเขาเจ้าชู้รึเปล่าเนี่ย”
ทุกคนต่างเงียบกริบ มองดูเชสเหมือนกับว่าเพิ่งสังเกตอย่างที่อาสึกะว่า เชสทำหน้าไม่สบอารมณ์ที่ถูกจ้องแบบนี้
“ทำไมถึงถามอย่างงั้นล่ะ”
ชีลเริ่มถามอย่างสงสัย แต่รอยยิ้มที่แสยะออกมาน่ะแม่มดร้ายชัด ๆ เชสขนลุกตั้งชันเมื่อเห็นรอยยิ้มของหญิงสาว ตอนนี้จะโดนอะไรอีกบ้างล่ะ อย่าให้ชีลขุดอดีตของตัวเองมาเลยน่ะแหละจะดีมากที่สุด
“เชสน่ะมัดใจสาวไว้หลายรายแล้วนะ แต่น้ำตาร่วงกันหมดแหละ เพราะเชสสะบัดใส่หมด โฮะๆๆๆ”
ชีลเริ่มเผาน้องชายให้คนอื่นฟัง เชสส่ายหน้าอย่างระอา ทำอะไรกับผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เลยจริง ๆ ไม่รู้ว่าแพ้ทางไหนแต่ก็จัดการอะไรกับหญิงสาวไม่ได้เลย นอกจากคนเพียงคนเดียวที่ชีลจะกลายเป็นหญิงสาวแสนไร้เดียงสาเหมือนผ้าพับไว้อย่างที่เห็นกันตอนแรก
“แหม อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิเชส นายน่ะใส่ชุดอย่างนี้บวกกับท่าทางนายแล้วน่ะ มันบ่งบอกว่าเป็นคนเจ้าชู้จริง ๆ นี่หว่า”
ไคน์ตบบ่าเชสให้กำลังใจ หัวเราะเฝื่อนพูดอะไรไม่ค่อยออก ดูท่าแล้วชีลนี่จะแสบแน่นอน จากสายตา จากรอยยิ้มและการพูดจา รวมถึงการหัวเราะ นึกแล้วคงได้มีรายการเสียวสยองจากชีลแน่
เชสทำหน้าไม่ถูกไม่รู้ว่ากังวลกับเรื่องที่ชีลพูดหรือจะเป็นเรื่องอื่นกันแน่ มองไปทางอเล็กซ์ที่แอบหัวเราะเหมือนคนอื่นเขา แต่พอหันมาสบตากับชายหนุ่มก็หลบหน้าหนีและพยายามทำหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม มองไปอีกทางที่มีคนจ้องมองอเล็กซ์เหมือนกัน แต่คนคนนั้นคงจะออกมาปรากฏตัวในสถานที่นี้ไม่ได้ เขายังไม่อยากให้อเล็กซ์ต้องเจอกับคนคนนั้น ไม่อยากเลย…
“แต่ว่านะเหมือนกับหลงยุคเข้าไปในสมัยเฮอันเลยนะ ทั้งจิมเอย ชีลเชสแล้วยังอเล็กซ์กับคนอื่นอีก เด่นกันทั้งนั้นเลยนะ”
มิลเลขานุการแห่งสภาเอริมากิเอ่ยชมหลังจากจ้อง ๆ มอง ๆ อยู่นานแล้ว ไม่พูดทุกคนก็รู้กันดี และชุดนี้ก็มีแต่ห้องพวกเขาห้องเดียวเท่านั้นที่แต่งกัน คนแปลกแหวกแนวกันน่าดู
“งั้นก็ลองซ้อมดูอีกรอบแล้วกัน แล้วค่อยแยกย้ายทำเวลาส่วนตัวแล้วก็จบด้วยการซ้อมรอบสุดท้ายรอขึ้นเวที” จิมบอกแผนงานให้ฟัง แต่ละคนทำหน้าหน่ายจะมีตอนไหนที่จิมจะให้พวกเขาพักบ้างมั้ยนะ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“…อาา……พอแล้ว”
เมื่อซ้อมจบไปแล้วรอบหนึ่งซึ่งก็เป็นแบบเยิ่นเย้อเฉพาะตอนสำคัญเท่านั้น จิมให้เวลาพักครึ่งชั่วโมง ทุกคนต่างแยกย้ายไประบายความเครียดกัน แต่ก็ออกไปข้างนอกไม่ได้เพราะเดี๋ยวก็ใกล้จะถึงรอบของตัวเองแล้ว ไคน์ลากจิมเข้าไปช่วยงานหลังเวทีกับพวกสภานักเรียนทั้งชุดอย่างนั้น เล่นเอาคนอื่นมองกันเหลียวหลังเมื่อได้เห็นจิมอีกด้านหนึ่ง
ชีลไปจี๊จ๊ะกับพวกผู้หญิง พวกผู้ชายก็ไปตามอารมณ์ตามประสาเด็กหนุ่ม ส่วนเชสน่ะไปดักทางไม่ให้อเล็กซ์ไปเจอกับไคน์และจิม ชายหนุ่มลากอเล็กซ์ไปตามทางเดินด้านหลังที่ไม่ค่อยมีใครเดินเข้าไปกัน ชายหนุ่มฉุดร่างบางเข้าไปในห้องมืดที่ไม่มีคนเข้า มองหาสวิตซ์ไฟให้ห้องสว่างสลัวและมองร่างบางที่ดิ้นขัดขืนอย่าเอาเป็นเอาตาย
“ย…อย่านะ…ไม่เอา…ป…ปล่อย ฉันจะไปหาจิมกับไคน์” อเล็กซ์ดึงตัวไม่ให้ไปตามแรงของเชส แต่ก็สู้แรงไม่ไหว
“อุ้บบบบ……..”
“อ้าว! วิ่งไปชนกำแพงทำไมน่ะ ฉันก็อุตส่าห์ปล่อยให้แล้วแท้ ๆ นะ อเล็กซ์”
ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดัง ยกมือขึ้นกันทางเมื่ออเล็กซ์จะวิ่งออกไปนอกห้อง ทำสายตาติเตียนจ้องมองร่างบางที่ทำหน้าสับสนปนหวาดระแวง
“แต่ฉันไม่อนุญาตให้นายออกไปนะอเล็กซ์”
“ทำไมนายจะต้องทำกับฉันแบบนี้”
อเล็กซ์โพล่งถามออกไปอย่างสับสน คนที่อเล็กซ์รักและเทิดทูนยังไม่เคยล่วงเกินทำกับเขาอย่างนี้ แล้วเชสเป็นใครถึงได้บังอาจมาทำกับเขา แต่ทำไมกันนะ สายตาของชายหนุ่มที่จ้องมองมาทำให้อเล็กซ์หวาดกลัวได้ สายตาทรงอำนาจคู่นั้นที่สยบให้อเล็กซ์ไม่สามารถขัดขืนเชส
“ทำไมน่ะหรือ…”
เชสมองหน้าคนถามนิ่ง แม้แต่ตัวเขายังไม่รู้เลยว่าทำไมถึงได้ยึดติดกับแค่คนเพียงคนเดียว และยังเป็นผู้ชายด้วยกันอีก ไม่สิ…รูปร่างอย่างนี้ หน้าตาอย่างนี้ใช่ผู้ชายงั้นหรือ ร่างกายขาว ทรวดทรงบอบบางเหมือนผู้หญิง มีตรงไหนกันที่เหมือนผู้ชาย
ชายหนุ่มดันร่างบางใช้ชิดติดผนัง กดจมูกลงไปบนเนียนแก้มที่ขาวขึ้นเพราะแป้งฝุ่น เลื่อนจมูกโด่งไปตามใบหู กดเน้นริมฝีปากไปบนต้นคอขาว และเลื่อนมายังหน้าหวานอีกครั้งประทับริมฝีปากเน้นหนักลงไป อเล็กซ์ดันบ่าชายหนุ่มแต่มือกลับถูกรวบติดกับผนัง
“นายจะขัดขืนฉันหรือไง” เชสเลิกหน้าขึ้นจ้องมองอเล็กซ์ที่ประกายตาตอนนี้คือคลื่นทะเลที่บ้าคลั่ง
“ปล่อยฉัน”
น้ำตาเริ่มหยดผ่านใบหน้าที่มีแต่ความหมองเศร้าตลอดเวลา หลายครั้งที่เคยร้องไห้ แต่อเล็กซ์ไม่เคยร้องไห้เพราะเรื่องแบบนี้เลย เชสมองร่างบางอย่างสับสน ทำไมถึงไม่ชอบน้ำตานี่เลยนะ เขาน่าจะสะใจที่ทำให้อเล็กซ์เจ็บปวดได้ ตอนแรกที่เจออยากจะทำให้ร่างนี้ต้องเจ็บปวดไม่ใช่หรือ และตอนนี้เขาก็ทำสำเร็จแล้ว
“ฉันไม่ปล่อยนายไปหรอก”
ชายหนุ่มปิดริมฝีปากบางอีกครั้ง ยกกลีบริมฝีปากบางให้แยกห่างแล้วสอดลิ้นเข้าไปอย่างร้อนแรง ปลายลิ้นเข้าเกี่ยวกระหวัดให้อารมณ์แปรปรวน อเล็กซ์เริ่มทรงตัวไม่อยู่จะทรุดลงไป แต่ชายหนุ่มรวบอเล็กซ์ไว้และพยุงร่างบางให้รองรับสัมผัสจากชายหนุ่มต่อ
“อย่า…ไม่เอา”
อเล็กซ์ดันตัวออก ชุดถูกถกขึ้นให้เห็นผิวขาวที่ยังเหลือรอยแดงจางของเมื่อวันนั้นไม่กี่รอย ชายหนุ่มกดเน้นประทับหนักลงไปอีกครั้ง อเล็กซ์กำชุดชายหนุ่มแน่น ปิดเสียงของที่มีทั้งเสียงครางและเสียงสะอื้นของตัวเองไว้ มีแต่น้ำตาที่ถูกปล่อยออกมา
“แต่มือนายก็ยังคงเกาะฉันไว้อยู่เลยนะ”
“นาย…ไม่ปล่อยฉัน” ชุดถูกถกขึ้นสูง มือหนาไล้ไปตามเรียวขาบาง ไล้วนไปปลุกอารมณ์ร่างบางให้โหมปรือ
“มีอารมณ์แล้วเหรออเล็กซ์”
ชายหนุ่มปิดริมฝีปากบางที่จะพูดขึ้นอีกครั้ง เริ่มเล่นลิ้นกับอีกฝ่ายอย่างสนุก เวลานี้เขาจะทำให้อเล็กซ์คล้อยตามไปเท่านั้น จะต้องไม่มีการขัดขืนจากอเล็กซ์ ร่างบางพยายามยึดเกาะชายหนุ่มไว้เพราะเริ่มจะพยุงตัวเองไม่อยู่แล้ว อารมณ์เริ่มกระเจิดกระเจิงจนคุมไม่อยู่
เชสกระตุกยิ้มขึ้นยกร่างบางพาไปวางบนโต๊ะที่อยู่ใกล้ เลื่อนหน้าโน้มลงโลมเล้าส่วนล่าง ดันช่วงขาเรียวขาให้แยกออกกว้างขึ้น อเล็กซ์จะหุบขาลงแต่มือหนาก็แข็งขืนไม่ยอมให้อเล็กซ์ยอมทำตามที่คิด ยิ่งปลายลิ้นอุ่นที่แตะสัมผัสส่วนอ่อนไหวก็ยิ่งทำให้ร่างบางควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ชายหนุ่มกดริมฝีปากลงบนช่วงขาเรียวนุ่มจนเป็นรอยแดง
“ผิวของนายเนี่ย เวลาจูบแล้วแดงช้ำเลยนะ”
ชายหนุ่มเลื่อนตัวขึ้น อเล็กซ์ดันบ่าหนาเมื่อรู้ว่าร่างกายแกร่งของชายหนุ่มกำลังจะผ่านร่างเข้ามาข้างใน ร่างบางครางเสียงเบากับร่างกายของชายหนุ่มที่แทรกเข้ามา อเล็กซ์น้ำตาปริ่มแต่ถูกปัดผ่านด้วยริมฝีปากบางของชายหนุ่ม มือขยำชุดชายหนุ่มแน่นก่อนจะหลับตาลงซบบนบ่ากว้างกับความรู้สึกที่พรั่งพรูอยู่ข้างใน
“อ……อาาาาาา………อาาาาา…….า”
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

จะมีสักกี่คนที่จะรักใครอย่างจริงจังและสุดหัวใจ จะมีสักกี่คนที่จะมอบใจให้กับใครคนหนึ่งได้มากมาย จะมีสักกี่คนที่มอบความรักที่แท้จริงให้แก่กัน คำตอบนั้นเมื่อไหร่จะหาเจอเสียที อยากจะรู้โดยไว เพื่อที่จะได้มอบใจให้ใครบางคนไปอย่างไม่ลังเล
เชสมองร่างบอบบางที่หายใจหอบกระเส่าเมื่อชายหนุ่มพาไปถึงอารมณ์สูงสุดมาแล้ว ร่างบอบบางตรงหน้ายังไม่ยอมปล่อยจากการเกาะกุม ทั้งที่ตอนแรกเริ่มผลักดันแทบตายเพื่อไม่ให้ชายหนุ่มได้ทำอะไร ใบหน้าขาวแดงระเรื่อ ตัวสั่นระริกไม่ยอมหาย เชสคิดว่าตัวเองคงจะยั้งใจไม่อยู่อีกรอบเป็นแน่ หากไม่คำนึงถึงเวลาที่จิมให้ไว้ จะอยู่ต่อก็คงจะได้แต่ถ้าอเล็กซ์ไม่อยู่ด้วยนี่คงทำให้ไคน์สงสัยเพิ่มขึ้นด้วยอีกคน
“นายดูท่าจะปลุกอารมณ์ฉันได้โดยไม่รู้ตัวนะ”
ชายหนุ่มกระซิบเสียงเบา ผละจากร่างบางมาจัดแต่งชุดตัวเองให้เรียบร้อย อเล็กซ์มองดูชายหนุ่มที่เริ่มจัดชุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ตัวเองดูจะไม่มีแรงเสียเลย ร่างบางนั่งตัวสั่นอยู่บนโต๊ะตัวเดิมไม่ขยับไปไหน ชุดก็ยังไม่ได้จัดแต่งให้เหมือนเดิม
“นายไม่คิดจะแต่งตัวให้เรียบร้อยหรือไง นี่ก็ใกล้เวลาที่จิมนัดแล้วนะ”
ชายหนุ่มหันไปถามร่างบาง อเล็กซ์ก้มหน้างุด มือบางสั่นระริกพยายามจะทำอย่างที่ชายหนุ่มว่าแต่มันก็ดูเชื่องช้าจนเชสต้องจัดการแทนให้ อเล็กซ์มองหน้าชายหนุ่มก่อนจะหลบสายตาเมื่อเชสเงยหน้าขึ้นมอง
“คงไปกันได้แล้วสินะ”
อเล็กซ์ยังคงเงียบอยู่เช่นเดิม นั่นยิ่งทำให้เชสสงสัย ชายหนุ่มเชยคางมนขึ้นให้หันมาสบตา ดวงตาสีน้ำทะเลเริ่มสงบลงแต่ยังคงหลบสายตาชายหนุ่มอยู่ดี อเล็กซ์งึมงำเสียงเบาจนชายหนุ่มจับใจความไม่ได้ว่าร่างบางต้องการพูดอะไรกันแน่
“เสียงดังขึ้นอีกหน่อยสิอเล็กซ์ แบบนี้ฉันไม่ได้ยินหรอกนะ”
อเล็กซ์หน้าแดงเรื่อ และกระซิบเมื่อชายหนุ่มยื่นหน้าเข้ามาใกล้มากขึ้น
“…ฉันเดินไม่ได้”
ชายหนุ่มหัวเราะเสียงเบากับคำตอบที่ได้ยิน หน้าที่แดงกลายเป็นซีดลงจนไม่อยากจะแกล้งเลย เชสจูบหน้าผากมนแผ่วเบาปลอบขวัญร่างบางอย่างอ่อนโยน อเล็กซ์ยกมือขึ้นกอดตอบอย่างเชื่องช้าและหลับตาลง ชายหนุ่มอุ้มร่างบางลงจากโต๊ะอย่างเชื่องช้าและพาเดินออกไปจากห้องที่บรรยากาศคุกรุ่นแห่งอารมณ์เริ่มเบาบาง
ร่างนี้ทำไมช่างดูบอบบางเสียเหลือเกินนะ ไม่ว่าจะแตะที่ไหนก็ดูจะช้ำได้ทุกที่ หากไม่ระวังหรือทนุถนอมให้ดีก็คงจะบอบช้ำแน่ ชายหนุ่มมองอเล็กซ์ในอ้อมแขนตัวเองที่ตอนนี้เงียบกริบ ขนตายาวงอนสั่นกระเพื่อมดูน่าสัมผัส ริมฝีปากแดงงามดูอิ่มเอิบเหมือนกุหลาบอูมฉ่ำ
“ปล่อยฉันลงได้แล้ว”
อเล็กซ์พึมพำเสียงเบา มือที่เคยโอบกอดรอบคอชายหนุ่มไว้เริ่มดันออกห่าง ร่างเล็กเริ่มขยับหยุกหยิกไปมาจนกลัวว่าจะทำตกเข้าสักช่วงหนึ่งแน่ สาเหตุที่อเล็กซ์ต้องการให้ชายหนุ่มปล่อยก็คงเป็นเพราะสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมากำลังจ้องตรงมายังพวกเขา
เสียงกรี๊ดกร๊าดแบบเงียบก็ยังทำให้จิมสะดุ้งอยู่ดี เล่นเอาจิมสะดุดชายที่ยาวเฟื้อย หันมาทำตาดุใส่แม่สาวช่างกรี๊ดทั้งหลาย แต่ก็ต้องรีบไปเดินดูต้นเหตุของเสียงทันทีเมื่อจิมรู้ว่าเป็นอะไร ไคน์รีบเดินจ้ำตามเพื่อนมาอย่างรวดเร็วเหมือนกัน จะคว้าเอวบางไว้ก่อนแต่ก็จับรวบไม่ทันจึงต้องเดินตามไป แต่สายตาก็ไม่ได้ละไปจากเชสและอเล็กซ์เลยแม้แต่น้อย
“ฮิคารุ เก็งจินี่ใครกัน”
เชสถามจิมที่เดินปรี่เข้ามาอย่างสงสัยหลังจากที่ได้ยินหญิงสาวพูดถึง จิมไม่ตอบมองหน้าเชสเขม็ง สายตากำลังถามว่านายกำลังทำอะไรกับอเล็กซ์
“จอมเจ้าชู้อันดับหนึ่งเมื่อสมัยก่อน”
ไคน์ตอบแทนพยายามส่งสัญญาณว่าอย่าส่งสายตาประเจิดประเจ้อมากนัก เชสยังไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย แต่จิมดูจะไม่สนใจ
“เป็นอะไรน่ะอเล็กซ์ เชสเกิดอะไรขึ้น”
“หึหึ ก็แค่ขาอ่อนน่ะ ฉันก็เลยอุ้มมา แต่ช่วยเตือนเพื่อนนายหน่อยสิว่าอย่าดิ้นมากนัก เพราะบางทีฉันอาจจะทำเขาตกจนช้ำก็ได้นะ”
ชายหนุ่มหัวเราะเสียงเบา อเล็กซ์รีบกอดชายหนุ่มแน่นเมื่อเชสทำท่าจะปล่อยจริง ๆ จิมเองก็ถลาจะไปช่วยรับหากอเล็กซ์ตกจากอ้อมแขนของเชสอย่างที่ชายหนุ่มว่า
“แน่ใจนะว่าแค่ขาอ่อน”
จิมเค้นเสียงถามไม่ยอมหายสงสัยเสียที อเล็กซ์ดูจะตัวสั่นอย่างมาก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เชสเองก็มัวแต่หัวเราะท่าทางไม่บอกว่าเกิดอะไรขึ้น อเล็กซ์เหลียวหน้ามองจิมก่อนจะหลบหน้าไปซุกกับบ่ากว้างและพยักหน้ารับโดยไม่สบสายตา อเล็กซ์ไม่อยากให้เพื่อนรู้ว่าเชสทำอะไรกับตนไปบ้าง
“จิม!! จะเริ่มซ้อมได้หรือยัง”
“เออ! จะไปแล้ว……”
จิมหันไปตะโกนตอบกลับเมื่อถึงช่วงที่จะซ้อมบทช่วงสุดท้ายต่อ หันหน้าไปมองไคน์และอเล็กซ์ ไคน์พยักหน้าตอบรับก่อนจะเดินไปหาเชสขอตัวร่างบางมาจากชายหนุ่ม
“นายส่งเชสให้ไคน์ไป อย่าทำตกนะ อเล็กซ์นายก็เลิกดิ้นเสียทีสิ เดี๋ยวก็ตกอย่างที่เชสว่าหรอก”
ชายหนุ่มหัวเราะเสียงเบาก่อนจะส่งอเล็กซ์ให้ไคน์รับไป พออเล็กซ์ไปหาไคน์ได้แล้วก็โผเข้ากอดและซบหน้าลงกับอกหนาทันที ไม่เหลียวมองแม้แต่ใบหน้าสักเศษเสี้ยวของชายหนุ่ม
“แน่ใจนะอเล็กซ์ว่าไม่ได้เกิดอะไรขึ้น ระหว่างนายกับเชส”
อเล็กซ์สะดุ้งเมื่อไคน์เริ่มสงสัย อเล็กซ์ส่ายหน้าแทบจะทันทีโดยไม่คิด ไม่รู้ทำไมถึงไม่บอกไคน์กับจิมว่าเชสทำอะไรตน หากรู้จิมกับไคน์คงเอาเรื่องชายหนุ่มแน่ และอาจจะระวังไม่ให้เชสเข้าใกล้อเล็กซ์มากกว่านี้
…แต่ทำไมอเล็กซ์ถึงไม่ทำ